คลังเก็บผู้เขียน: admin

7 ประโยชน์ของการใช้ระบบประตูคีย์การ์ดสำหรับห้องพักในโรงแรม

ประเทศไทยเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวที่มีโรงแรมขนาดต่างๆ จำนวนมากมาย การพัฒนาโรงแรมให้มีความทันสมัยและปลอดภัยถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการพิจารณาเข้าพักของนักท่องเที่ยว การเลือกใช้ประตูคีย์การ์ดถือเป็นส่วนหนึ่งที่กลายเป็นความจำเป็นที่ต้องมี เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันให้เทียบเคียงกับโรงแรมอื่นๆ ทั้งนี้การนำระบบประตูคีย์การ์ดมาใช้ในห้องพักของโรงแรมนั้นยังมีประโยชน์ในด้านต่างๆ สำหรับผู้ประกอบการโรงแรมคือ

1.ประหยัดค่าใช้จ่ายการใช้บัตรคีย์การ์ดนั้นมีต้นทุนที่ถูกกว่าการใช้กุญแจแบบเดิม หากลูกค้าที่มาพักในโรงแรมทำบัตรหาย ทางโรงแรมก็สามารถออกบัตรใบใหม่ให้ได้ โดยไม่ต้องคิดค่าบริการเพิ่มจากลูกค้าอีก

2.มีความปลอดภัยบัตรคีย์การ์ดของห้องพักแต่ละห้องนั้นสามารถระบุช่วงเวลาที่สามารถเข้าใช้งานได้ ทำให้มีความปลอดภัยต่อลูกค้าที่เข้ามาพักเป็นอย่างมาก อีกทั้งทางโรงแรมยังสามารถเปลี่ยนรหัสผ่านของบัตรสำหรับการเข้าพักแต่ละครั้งให้แตกต่างกันได้ด้วย

3.สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่โดยทั่วไปแล้วบัตรคีย์การ์ดจะสามารถใช้อ่านเขียนได้นับพันครั้ง ทำให้มีอายุการใช้งานที่ค่อนข้างนาน การนำบัตรคีย์การ์ดกลับมาใช้ใหม่ได้ เป็นการช่วยให้ผู้ประกอบการโรงแรมประหยัดค่าใช้จ่ายอีกทางหนึ่ง

4.สร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยการใช้ประตูคีย์การ์ดกับห้องพักภายในโรงแรม หรือตลอดจนส่วนบริการอื่นๆ ของโรงแรม สามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับโรงแรม ทั้งในด้านความทันสมัย และความปลอดภัย

5.เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการบริการการใช้บัตรคีย์การ์ดสำหรับห้องพัก ทำให้ผู้ให้บริการสามารถเพิ่มจำนวนบัตรคีย์การ์ดให้กับลูกค้าที่มาเข้าพักแบบกลุ่มหรือแบบครอบครัวได้โดยง่าย ถือเป็นการอำนวยความสะดวกและเพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้อีกทางหนึ่ง

6.ใช้เป็นพื้นที่ในการประชาสัมพันธ์เนื่องจากบัตรคีย์การ์ดเป็นบัตรพลาสติคที่สามารถพิมพ์ข้อความลงบนบัตรได้ ผู้ประกอบการโรงแรมสามารถพิมพ์ข้อความประชาสัมพันธ์ลงบนบัตร เพื่อแนะนำบริการต่างๆ ให้กับลูกค้าอ่านได้ เช่น แนะนำห้องอาหาร หรือ บริการต่างๆ ของโรงแรม

7.สามารถเก็บข้อมูลการเข้าพักของลูกค้าเนื่องจากการใช้งานบัตรคีย์การ์ดแต่ละครั้งจะถูกบันทึกข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลของโรงแรมทุกครั้ง ทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลจากบัตรคีย์การ์ดมาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมการเข้าพักของลูกค้า เพื่อนำข้อมูลมาใช้ปรับปรุงรูปแบบการบริการให้ดีขึ้นได้

การนำระบบประตูคีย์การ์ดมาใช้งานสำหรับห้องพักในโรงแรมถือเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี แต่นอกเหนือไปจากความปลอดภัยแล้วประโยชน์ในด้านอื่นๆ ก็มีไม่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะในด้านการสร้างภาพลักษณ์และการปรับปรุงคุณภาพของการบริการให้มีความเหมาะสมและถูกใจลูกค้า เพื่อสร้างความประทับใจให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอีกในอนาคต

โมเดลบ้านสถาปัตยกรรม Paper model

ในทางสถาปัตยกรรม Paper model หมายถึง วัตถุจำลองที่ทำจากกระดาษในการจำลอง สิ่งก่อสร้างจริง แต่ตอนนี้เปเปอร์โมเดลไม่ได้เป็นแค่แบบจำลองสิ่งก่อสร้าง เช่น โมเดลบ้าน หรือ อาคาร อีกต่อไปเพราะในปัจจุบันได้มีการพัฒนาในรูปแบบต่างๆ ออกมามากมายไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ เครื่องบิน หรือแม้แต่ ตัวละครต่างๆ

ในประเทศญี่ปุ่น การต่อโมเดลกระดาษเป็นงานอดิเรกที่นิยมกันมากเนื่องจากมีประโยชน์ในฝึกให้เกิดสมาธิ การวางแผนเป็นขั้นตอน และช่วยพัฒนาในด้านอารมณ์ ด้วย

ประโยชน์ของ Paper model

1. โมเดลกระดาษช่วยทำให้เพลิดเพลินมีสมาธิเพราะการจะ ประกอบโมเดลกระดาษให้ได้ผลงานที่สวยงามตามแบบได้นั้น ต้องใช้ความพยายาม การวางแผนล่วงหน้าและใช้สมาธิที่ดี อีกทั้งทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินอีกด้วย

2. โมเดลกระดาษฝึกทักษะการสังเกต เพราะการสังเกตเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้โมเดลของเรา เสร็จออกมาสมส่วนเหมือนต้นฉบับ

3. โมเดลกระดาษเป็นของขวัญชั้นดี ของขวัญที่ทำขึ้นเองย่อมมีค่า และเป็นของขวัญที่มีชิ้นเดียวในโลกเสมอ

4. โมเดลกระดาษเหมาะเป็นเครื่องประดับตกแต่งเพราะโมเดลกระดาษเป็นงานที่มีผลสำเร็จอันสวยงาม เกิดความภูมิใจในผลงาน

5. โมเดลบ้านเหมาะสำหรับการสะสม มีหลากรูปแบบ หลายสไตล์ให้เลือกทำและสะสม

6. โมเดลกระดาษเป็นของเล่นราคาถูกเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย นอกจากจะราคาไม่แพงแล้วโมเดลกระดาษนั้น ยังมีให้เลือกเล่นได้หลายระดับ ตั้งแต่ระดับง่าย ๆ ระดับปานกลาง ไปจนถึงระดับเซียนเลยทีเดียว จึงเรียกได้ว่าเหมาะสำหรับทุกเพศ ทุกวัย อย่างแท้จริง

เผยพฤติกรรมคุณแม่สายโซเชียล ตามแฟชั่น นิยมสินค้าออแกนิค ใส่ใจโปรโมชั่น

หากถามว่าตอนนี้ผู้บริโภคกลุ่มไหนที่น่าจับตามองที่สุด จะเป็นใครไม่ได้นอกจาก “กลุ่มคุณแม่” โดยเฉพาะคุณแม่รุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง มีพฤติกรรมการบริโภคที่แตกต่างจากกลุ่มอื่นๆ ทั้งในแง่ของการเปิดรับสื่อ การเข้าถึงเทคโนโลยี และการใช้ Social Media ในชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นกลุ่มที่มีประสิทธิภาพอย่างมากในการทำตลาด จากการเก็บข้อมูลของ ศูนย์วิจัยสถาบันอาร์แอลจี เผยว่า คุณแม่ยุค Digital ในไทย ประกอบด้วยกลุ่มที่กำลังคั้งครรภ์ จนถึงคุณแม่ที่มีบุตรอายุไม่เกิน 16 ปี และคุณแม่ในกลุ่มอายุ 21 – 35 ปี ซึ่งมีจำนวนประมาณ 8 ล้านคน

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เผยว่า คุณแม่สายโซเชียล หรือคุณแม่ยุคดิจิทัล เป็นตลาดที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพทั้งในด้านกำลังและอำนาจในการตัดสินใจซื้อ ทั้งยังนิยมเข้าสื่อดิจิทัล มีทัศนคติและพฤติกรรมการบริโภคที่ให้ความสำคัญในเรื่องการดูแลสุขภาพ ตามกระแสแฟชั่น นิยมสินค้าออแกนิก และใส่ใจในเรื่องโปรโมชั่น

โดย 58% เริ่มมีพฤติกรรมในการรับชมโทรทัศน์น้อยลง เพราะหันไปใช้สื่อออนไลน์ บนอุปกรณ์ PC แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟนมากขึ้น และกิจกรรมส่วนใหญ่คือ การเช็กอีเมล์ 85% เข้าเว็บไซต์เกี่ยวกับการเลี้ยงลูก 83% ใช้ Social Media 81% ช้อปปิ้งออนไลน์ 73% และค้นหาข้อมูลทั่วไป 72% (ที่มา theAsianparent.com)

นอกจากนี้ คุณแม่ยุคใหม่ยังให้ความสำคัญในเรื่องการดูแลรูปร่าง การออกกำลังกาย เกาะติดกระแสแฟชั่น ทานอาหารและเครื่องดื่มออแกนิกที่ดีต่อสุขภาพ รวมถึงสินค้าอื่นๆ ที่ต้องปราศจากสารเคมี ทั้งนี้ หากสินค้ามีรูปลักษณ์ หรือบรรจุภัณฑ์ที่ดึงดูดใจ พร้อมโปรโมชั่นดีๆ พวกเขาก็พร้อมจะแชร์ต่อไปยังเพื่อนๆ ใน Social Media ของตัวเอง

จากการเก็บข้อมูลของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พบว่า 5 กลุ่มสินค้าที่จะตอบสนองความต้องการของคุณแม่สายโซเชียลได้มีทั้งสิ้น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าสำหรับเด็ก อุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ อุตสาหกรรมแฟชั่น อุตสาหกรรมด้านอุปกรณ์ดิจิทัลและบริการแอปพลิเคชัน และอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง

1. กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าสำหรับเด็ก

ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้มากที่สุดพบว่า จะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีฟังก์ชั่นหรือคุณสมบัติพิเศษ โดยเฉพาะสินค้าที่ชูในเรื่องของการส่งเสริมความฉลาดหรือพัฒนาการจะเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมสูง โดยอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ ได้แก่ อุตสาหกรรมเสื้อผ้า โดยมีปัจจัยจากพัฒนาการทางการเติบโตและกระแสแฟชั่น โดยเฉพาะเสื้อผ้าในกลุ่มเส้นใยธรรมชาติและฝ้าย อุตสาหกรรมด้านผลิตภัณฑ์สำหรับชีวิตประจำวันและของเล่น เช่น ครีมอาบน้ำ ผ้าอ้อม ของเล่นที่ผลิตจากยางพารา และอุตสาหกรรมอาหารสำหรับเด็ก อาทิ นมผง อาหาร ขนมพร้อมรับประทาน ทั้งนี้ ในปี 2558 -2563 มีการคาดการณ์ว่ากลุ่มอาหารทั่วโลกจะมีการเติบโตร้อยละ 6 ต่อปี มีมูลค่าราว 7.3 หมื่นล้านดอลล่าร์ฯ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ได้แก่ อินเดีย จีน และอินโดนีเซีย (ที่มา Exim Bank)

2. อุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ

ผู้บริโภคในกลุ่มคุณแม่ยุคดิจิทัล ถือว่าเป็นกลุ่มต้นๆ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะในเรื่องรูปร่าง ผิวพรรณ ระบบภายใน และการรักษาโรค โดยในกลุ่มนี้ยังเป็นกลุ่มที่มีกำลังและยินดีในการใช้จ่ายเพื่อการเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดแม้จะราคาสูง สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้สูงสุดก็คือ อาหารเสริมความงาม อาหารเสริมสุขภาพและรักษาโรค และอาหารเสริมเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกาย โดยมีมูลค่ารวมกันกว่า 6.67 แสนล้านบาท ซึ่งยังมีการคาดการณ์ไว้อีกว่าในปี 2560 จะเติบโตขึ้นอีกประมาณ 11 % หรือ 7.38 แสนล้านบาท (ที่มา ศูนย์วิจัยธ.ไทยพาณิชย์) โดยผู้ประกอบการที่ต้องการอาศัยโอกาสดังกล่าวจะต้องเน้นการขยายตลาดในเชิงลึก ด้วยการมุ่งเน้นนวัตกรรมใหม่ๆ และคุณสมบัติที่หลากหลาย เพื่อให้สินค้าเกิดความน่าสนใจมากขึ้น

3. อุตสาหกรรมแฟชั่น

กว่า 91% ของคุณแม่วัย 21-35 ปี และส่วนใหญ่ยังคงมีการดำเนินชีวิตประจำวันใกล้เคียงกับตอนมีบุตร โดยเฉพาะการตามกระแสแฟชั่น ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้เองก็ถือได้ว่ามีทางเลือก โดยเฉพาะการเน้นการออกแบบที่มีประสิทธิภาพขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตัดเย็บเสื้อผ้า ไซส์ของเครื่องแต่งกาย การออกแบบลวดลาย สี และรูปทรงของเครื่องประดับและอุปกรณ์เพื่อการสวมใส่ที่สอดคล้องกับผู้หญิงบุคลิกต่างๆ มากขึ้น นอกจากนี้ผู้ประกอบการบางรายยังได้พัฒนานวัตกรรมและฟังก์ชั่นเพื่อชูจุดเด่นของแบรนด์สินค้า เช่น เสื้อผ้าที่ผลิตจากเส้นใยฟิลาเจน อาทิ ชุดคลุมท้อง ถุงเท้า ผ้าขนหนู สิ่งทอจากเส้นใยสับปะรด เสื้อผ้ากันน้ำ ซึ่งเชื่อว่าแฟชั่นไทยในปีนี้จะยังคงมีการเติบโตที่ระดับ 9 แสนล้านบาทตามคาด

4. อุตสาหกรรมด้านอุปกรณ์ดิจิทัลและบริการแอปพลิเคชั่น

พฤติกรรมของผู้บริโภคในกลุ่มนี้ยังคงต้องการเข้าสังคม ชอบความบันเทิง ชอบเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใช้ง่ายไม่ซับซ้อนเพื่อช่วยลดภาระ และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับตัวเองและครอบครัว สำหรับกลุ่มสินค้าและการบริการในกลุ่มนี้ถือได้ว่าเป็นกลุ่มที่โตเงียบ เนื่องจากมีผู้ประกอบการในตลาดน้อยรายแต่มีความต้องการในปริมาณมาก ซึ่งสินค้าที่กลุ่มนี้นิยมเลือกซื้อและมีความน่าสนใจ อาทิ ร้านค้าออนไลน์ เครื่องปั๊มและถุงเก็บน้ำนม เบบี้มอนิเตอร์ อุปกรณ์เสริมเพื่อการถ่ายภาพ แอปพลิเคชั่นด้านเดลิเวอรี่ อาทิ บริการทำความสะอาด ขนส่ง แอปพลิเคชั่นเพื่อการติดตามลูก อุปกรณ์เครื่องทำความสะอาดอัตโนมัติ เป็นต้น

5. อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง

จากค่านิยมเรื่องความสวยความงาม และการดูแลตนเอง เครื่องสำอางได้กลายเป็นสินค้าที่ก้าวเข้ามามีบทบาทกับผู้บริโภคสตรีแทบทุกวัย โดยยังถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเนื่องจากกำลังซื้อ ความภักดีต่อแบรนด์ และโฆษณาชวนเชื่อจากสื่อต่างๆ สำหรับความนิยมและการเติบโตในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องสำอางของกลุ่มคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์พบว่าต้องการสินค้าประเภทให้ความชุ่มชื้น ดูแลผิวพรรณ ลดภาวะการเกิดสิว ส่วนคุณแม่อื่นๆ ยังคงนิยมทั้งด้านผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลและผลิตภัณฑ์เพื่อการตกแต่ง อาทิ ลิปสติก น้ำหอม ผลิตภัณฑ์ปกปิดริ้วรอย อย่างไรก็ดีมีการคาดการณ์ว่าในปี 2560 นี้ อุตสาหกรรมเครื่องสำอางน่าจะมีการเติบโตที่เกือบระดับ 3 แสนล้านบาท (ที่มา: คลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย) โดยเทรนด์ที่ผู้ประกอบการยังต้องปรับในอนาคตคือ ลดการใช้น้ำ เน้นผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ รวมถึงการผลิตเครื่องสำอางสำหรับเด็ก เป็นต้น

การเลือกบริษัทกำจัดปลวก

ปลวกถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ค่อนข้างเป็นอันตรายและยากต่อการกำจัดเป็นอย่างมาก ดังนั้นไม่ว่าเราจะทำทุกวิธีทางเพื่อที่จะกำจัดปลวกแล้ว กลับพบว่าภายในบ้านก็ยังคงมีปลวกอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเลยทีเดียว สิ่งเดียวที่จะสามารถมาช่วยเราได้นั่นก็คือบริษัทรับกำจัดปลวก แต่จากภาวะอสังหาริมทรัพย์ขยายเติบโตไปมากทำให้มีบริษัทเหล่านี้เกิดขึ้นมากมาย แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรที่จะเลือกใช้บริษัทไหนดี วันนี้เรามีคำตอบการดูและเลือกบริษัทกำจัดปลวกมาฝากกันคะ

ศึกษาการทำงานของบริษัทนั้นๆ หมายถึงว่าเราจะต้องรู้ขั้นตอนและวิธีการกำจัดปลวกที่แต่ละบริษัทนำมาใช้กำจัดปลวก ว่ามีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่
อัตราค่าบริการในแต่ละครั้ง แน่นอนอยู่แล้วว่าในการกำจัดปลวกในแต่ละครั้งต้องมีค่าใช้จ่าย แต่เราจะพอรู้หรือไม่ว่า การกำจัดปลวกแต่ละครั้งค่าใช้จ่ายไม่ควรแพงจนถึงหลักหมื่นหากกำจัดเพียงจุดเดียวหรือบริเวณเดียว เพราะนั้นถือว่าแพงเกินไปและเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคได้คะ
ตรวจสอบความถูกต้องของบริษัท หมายถึงว่าบริษัทที่เราใช้บริการนั้นจะต้องมีตัวตนอยู่จริงๆได้รับการจดทะเบียนและมีใบอนุญาตในการประกอบการจริงๆไมใช่ว่าแค่ลงโฆษณาชวนเชื่อ แต่ไร้ซึ่งตัวตนแบบนั้น เรื่องนี้เราต้องรอบคอบพอสมควรนะคะ และที่สำคัญไปกว่านั้นบริษัทกำจัดปลวกต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและรับผิดชอบของผู้ควบคุมที่ผ่านการทดสอบและได้รับใบอนุญาตแล้วเพื่อความมั่นใจค่ะ

จัดโต๊ะจีนควรเลือกเมนูไหนดี

ปัญหาอย่างหนึ่งที่บ่าวสาวเจอกันบ่อยๆ หลังจากตัดสินใจเลือก โต๊ะจีน มาเลี้ยงแขกในงานแต่งงานคือ ควรเลือกเมนูไหนดีที่จะเป็นเมนูอร่อย ให้ความมงคลและแขกกินง่าย เพราะแต่ละเซ็ตเมนูก็มีตั้ง 8 เมนูเป็นอย่างต่ำ เราจึงขอเปิดโต๊ะจีนพาคุณว่าที่บ่าวสาวส่องอาหารมงคลบนโต๊ะจีนกันเลยค่า

หมู ไก่ เป็ด กุ้ง ปลา อาหารมงคลต้องมี

ตามความเชื่อของจีนอาหารมงคลมีมากมาย แต่ที่นิยมตลอดกาลคือ หมู ไก่ กุ้ง เป็ด ปลา และอาหารเส้น ซึ่งแต่ละอย่างก็มีความหมายดีๆ ทั้งนั้น

เริ่มต้นที่ หมู มีความหมายสื่อถึงความมั่งคั่ง ความสมบูรณ์พูนสุขกินดีอยู่ดี และถ้าเป็นหมูหันก็จะเพิ่มเติมเรื่องความบริสุทธ์และสดใสของชีวิตคู่

กุ้ง โดยมากแล้วมักจัดเป็นกุ้งมังกร ซึ่งก็ตามชื่อเลยคร้า สื่อถึง มังกร สัตว์เทพในตำนานของชาวจีน ความมีอำนาจ ลาภ ยศ อีกทั้งยังสื่อถึงเงินทองไหลมาเทมาด้วยนะ เมนูกุ้งยอดฮิตคือ สลัดกุ้งทอง ยำตะไคร้กุ้งสด กุ้งอบวุ้นเส้น เป็นต้น

ไก่ มีมังกรแล้ว จะปราศจากหงส์ได้อย่างไร ไก่ คือตัวแทนของหงส์ หมายถึงความก้าวหน้า มีกุ้งและไก่อยู่คู่กันในชุดอาหารก็จะทำให้ชีวิตคู่เกื้อหนุนกัน ไก่มักนำมาทำเป็นอาหารอย่าง ซุปไก่ตุ๋นยาจีน ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์

เป็ด เป็นตัวแทนของสัตว์ปีก เป็นมงคลของชีวิต ทำให้ชีวิตมีแต่สันติ ร่มเย็น เมนูเป็ดๆคือ เป็ดย่างอบน้ำผึ้ง เป็ดปักกิ่ง เป็ดพะโล้สับ

ปลา เป็นอีกอาหารที่มีความมงคลในเรื่องเงินๆ ทองๆ ทำให้มีเงินเหลือกินเหลือใช้ เมนูยอดฮิตแบบอมตะนิรันดร์กาลมีทั้งนึ่งซีอิ๋ว นึ่งมะนาว และนึ่งบ๊วย

อาหารเส้น เส้นที่ยาวสื่อถึงการใช้ชีวิตคู่ที่ยืนยาว ยิ่งยาวยิ่งดี เพราะงั้นแล้วเวลากินจึงมีเคล็ดเล็กๆว่า ห้ามกัดขาดต้องกินทั้งเส้น และเมนูที่นิยมคือ หมีผัด โกยซีหมี่ หมี่ฮ่องกง เป็นต้น

อาหารบนโต๊ะจีนมักจะถูกจัดออกมา 8 เมนูไม่รวมของหวาน ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า เลขแปด พ้องกับคำว่า “โชคลาภ” ในภาษาจีน จึงถือกันว่าจัดมาแปดอย่าง คนจัดงานก็จะมีแต่โชคลาภ แต่บางครั้งอาหารก็มี 8-10 อย่างก็ได้

แต่ถ้าไม่ไหวจะจัดให้ถึง 8 ก็อย่าจัดอาหารไว้ 4 อย่าง เนื่องจากว่าเลขสี่ ดันไปพ้องกับคำว่าตาย เสียอย่างนั้น

ความเสี่ยงในการใช้บริการเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญที่ควรระวัง!!

• ผู้ซื้อมักเลือกซื้อสินค้าราคาถูกมากกว่าคำนึงถึงคุณภาพ และเมื่อเกิดปัญหาภายหลัง เกินจะเยียวยา ต้นทุนปานปลายมากกว่าซื้อสินค้าที่มีราคาแพงกว่าไม่มากนัก แต่เปี่ยมคุณภาพและบริการที่ประทับใจจากบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญโดยตรง
• มีบริษัทจำหน่ายอุปกรณ์หยอดเหรียญมากมาย ลูกค้าต้องเลือกสรรและพิจารณาให้ดี เนื่องจากซื้อมาแล้วแต่ถูกทอดทิ้งเมื่อมีปัญหา ผู้ขายไม่คุ้มค่าต่อการไปดูแล นี่คือปัญหาสำคัญที่เจอ
• โดยมีการเจริญเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็นการยืนยันและตอบคำถามได้ในตัวเองว่าเราดีแค่ไหนหรือการเลือกใช้บริการจากเราในด้านการบริการและ แนวทางการทำธุรกิจที่ตรงข้ามกับ ธุรกิจหยอดเหรียญทั่ว ๆ ไป ที่เน้นขายของราคาถูก เน้นปริมาณ เพื่อให้มีกำไรที่มากขึ้น ขายได้ดีขึ้น หลักการตลาดที่ง่าย ๆ คือการลดราคาสินค้า จึงถูกนำมาใช้ แทบจะทุกราย เมื่อลดราคาได้ถึงระดับหนึ่ง การบริการหลังการขายที่ดีจึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ปัญหาที่ตามมาคือท่านลูกค้าที่ซื้อสินค้าที่หวังได้คุณภาพที่ดี ก่อนและหลังการซื้อ ไม่สามารถตามถึงผู้ขายสินค้าได้ หรืออาจถูกปฏิเสธในความรับผิดชอบ
• ชื่อนี้ ในวันนี้เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ทำธุรกิจหยอดเหรียญ โดยเฉพาะเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ หลังจากที่ก่อตั้ง ก็มีกลุ่ม บุคคล ต่าง ๆ ออกมาทำธุรกิจจำหน่ายติดตั้งหยอดเหรียญมากขึ้น ถ้าหากจะถามถึงการทำระบบหยอดเหรียญ ก็ต้องบอกได้ว่าไม่ยาก ไม่เกินความสามารถคนไทยเรานัก เมื่อมีผู้จำหน่ายเยอะ ราคาก็มีการตัดกัน เพื่อให้ขายของได้ พอมาถึงวันนี้ เราจึงรู้ว่าเราทำถูกแล้วที่ไม่ได้ลดราคา เพื่อแข่งขันในตลาด นอกจากจะคุณภาพดีแล้วยังวางใจเรื่องการบริการหลังการขายอีกด้วย เมื่อเราบริการดีทั้งฝ่ายช่างและฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ สินค้าที่เราดูแลกับมือก็ได้สร้างรายได้ให้กับลูกค้าได้ยาวนานขึ้น เป็นความภูมิใจที่ลูกค้าเราหลาย ๆ ราย ได้ผลกำไรที่ดีจากธุรกิจเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญที่เราแนะนำ และอีกหลายท่าน ได้มีชีวิตที่ดีจากการเลือกทำธุรกิจกับเรา
• วันนี้ คู่แข่งหลาย ๆ คน ที่ทำธุรกิจแบบเดียวกัน ก็ได้ล้มหายไปมาก ที่เกิดใหม่ก็มาก ที่ทราบได้ก็มาจาก การที่ ต้องรับซ่อม ดูแล เครื่องหยอดเหรียญเหล่านั้น ที่ไม่เคยได้รับการเอาใจใส่หลังจากที่ได้จ่ายเงินซื้อไป

วอลเปเปอร์ติดผนังเป็นทางเลือกหนึ่งในการตกแต่งบ้าน

วอลเปเปอร์ติดผนังเป็นทางเลือกหนึ่งในการตกแต่งบ้าน ที่สามารถเปลี่ยนลุคเพิ่มสไตล์ให้ห้องได้อย่างทันตา ด้วยเหตุนี้หลายบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่สร้างเสร็จใหม่ ๆ หรือบ้านที่กำลังจะซ่อมแซมปรับปรุง จึงสนใจที่จะติดวอลเปเปอร์ให้บ้านกันอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าหากว่ายังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกติดวอลเปอร์ลายไหนให้บ้านดูดีมีสไตล์ที่สุด วันนี้ก็มีทริคติดวอลเปเปอร์สุดกิ๊บเก๋มาฝากกัน เพื่อช่วยให้คุณติดวอลเปเปอร์ในบ้านได้สวยเนี้ยบลงตัวจ้า

1. เลือกลายที่เหมาะกับสไตล์บ้าน

ด้วยความที่วอลเปเปอร์ติดผนังมีหลายลาย และหลายสไตล์ให้เลือก จึงอาจจะทำให้เราตัดสินใจเลือกไม่ถูกว่าติดวอลเปเปอร์ลายไหนแล้วบ้านจะดูสวยงามน่าอยู่ที่สุด โดยการที่จะติดวอลเปเปอร์ให้สวยได้นั้น ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมระหว่างลายของวอลเปเปอร์กับสไตล์ของบ้านด้วย หากบ้านของคุณเป็นสไตล์วินเทจ หรือสไตล์ย้อนยุคนิด ๆ ก็เลือกลายวอลเปอร์ที่ออกแนววินเทจให้เหมาะกับบ้าน เช่น ลายดอกไม้หวาน ๆ ลายฉลุ เป็นต้น หรือถ้าสร้างบ้านแนวสมัยใหม่ ก็ควรเลือกลายวอลเปเปอร์เก๋ ๆ สีสันสดใส เช่น ลายกราฟิก ลายทาง เป็นต้น

2. หลากห้องต่างสไตล์ก็ไม่ผิด

สำหรับคนที่ยังรักพี่เสียดายน้อง ลายนั้นก็สวย ลายนี้ก็อยากได้ ก็ไม่ต้องคิดให้ปวดหัวค่ะ เพราะเราสามารถเลือกวอลเปเปอร์ลายต่าง ๆ มาติดในห้องแต่ละห้องได้ตามสบายเลย ไม่ต้องเลือกลายเดียวกันหมดทั้งบ้านให้น่าเบื่อ แค่ระวังไม่ให้ลายวอลเปเปอร์โดดเด้งไม่เข้ากันกับสไตล์เฟอร์นิเจอร์ หรือลายของหน้าต่างในแต่ละห้องก็พอ เอาล่ะ..ถึงเวลานึกสภาพห้องแต่ละห้องแล้วเลือกวอลเปเปอร์ให้แมทช์กับสไตล์ห้องกันแล้วจ้า

3. สร้างความเก่าให้บ้านใหม่

ใครที่ไม่ชอบผนังขาวโล้น ดูใหม่ ๆ แต่อยากให้บ้านดูเก่า มีเรื่องราวเล็กน้อย ก็สามารถให้วอลเปเปอร์สร้างความเก่าให้บ้านได้เช่นกัน แนะนำให้เลือกติดวอลเปเปอร์สีพื้น เพราะจะช่วยให้บ้านเก่าแบบคลาสสิก น่าอยู่มาก ๆ เลยล่ะ

4. ปกปิดรอยตำหนิ

ไอเดียติดวอลเปเปอร์ลายเดียวกันหมดทั้งห้อง เหมาะที่จะใช้กับบ้านที่มีปัญหาผนังเป็นรอยด่างดำ หรือมีพื้นขรุขระไม่เรียบสวย เพราะลายวอลเปเปอร์ที่เหมือนกันหมดทั้งห้อง จะช่วยอำพรางสายตาให้สังเกตร่องรอยตำหนิเหล่านี้ได้ยาก ดูสวยแบบไร้ที่ติกันแบบเนียน ๆ

5. เพิ่มมิติให้ห้องด้วยวอลเปเปอร์แบบนูน

ในส่วนห้องที่ต้องการให้ดูมีมิติ เช่น ห้องทำงาน หรือห้องนั่งเล่น ก็ลองเลือกวอลเปเปอร์พื้นนูนมาติดดูก็ได้ เพราะวอลเปเปอร์ชนิดพื้นนูน จะช่วยเพิ่มลวดลายให้พื้นผนัง ดูมีสไตล์แบบล้ำลึก โดดเด่นไม่แพ้ใครเชียวล่ะ

6. ตกแต่งเสริมเพิ่มลูกเล่น

ถ้าอยากได้ความเก๋ไก๋ในสไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร แนะนำให้ตกแต่งวอลเปเปอร์เพิ่มเติมด้วยกรอบรูป หรือของตกแต่งอื่น ๆ เช่น จานลวดลายแปลก ๆ ผ้าบาติก หรือรูปวาดอาร์ต ๆ เพื่อเพิ่มลูกเล่นให้ผนังดูโดดเด่นขึ้นมาได้ง่าย ๆ แต่ก็ควรเลือกของตกแต่งที่เข้ากันดีกับวอลเปเปอร์ด้วยนะจ๊ะ

7. เรียบหรูคลาสสิค

ถ้าไม่ชอบความวุ่นวาย และอยากให้บ้านดูเรียบหรูคลาสสิค แนะนำให้เลือกติดวอลเปเปอร์สีพื้นอ่อน ๆ แต่เพิ่มลูกเล่นด้วยการติดภาพวาดสีน้ำมันบานใหญ่ ๆ สักภาพ หรือภาพถ่ายสวย ๆ สักบานมาติดไว้ เท่านี้ก็จะได้บ้านลุคคลาสสิคแบบหรู ๆ แล้วจ้า

8. ลายพร้อยแต่อบอุ่น

วอลเปเปอร์ที่มีลวดลายเต็มผืน เหมาะจะใช้ตกแต่งเพิ่มความอบอุ่นให้ห้องรับประทานอาหาร ห้องน้ำ หรือห้องแต่งตัว เพราะลายพร้อย ๆ บนผืนวอลเปเปอร์ จะช่วยให้ห้องดูมีสีสันเตะตา และลดความเวิ้งว้างภายในห้องได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

9. วางแผนให้ดี

อย่างที่บอกกันไปว่า เคล็ดลับที่จะทำให้ติดวอลเปเปอร์ได้สวยดูดี เข้ากันกับบ้านได้ดีที่สุดก็คือ การเลือกวอลเปเปอร์ให้เหมาะสมกับสไตล์บ้าน รวมไปถึงกรณีที่จะตกแต่งเพิ่มเติมด้วยกรอบรูป โคมไฟ หรือของตกแต่งอย่างอื่น ก็ต้องเลือกให้ไปในทิศทางเดียวกันได้ด้วย ไม่เช่นนั้นการตกแต่งก็จะดูขัดหูขัดตา ไม่สวยงามได้ในที่สุด ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจเลือกติดวอลเปเปอร์ ก็ควรต้องมองไปรอบ ๆ บ้าน และพิจารณาเลือกลายให้ดีด้วยค่ะ

10. แปลกตาด้วยสไตล์การติด

ไม่จำเป็นต้องติดวอลเปเปอร์ในแนวตั้งเสมอไป ลองแหวกแนวด้วยการพลิกแพลงติดวอลเปเปอร์ในแนวนอนดูบ้างก็ได้ อาจจะเลือกติดวอลเปเปอร์สีพื้นในแนวนอนแบบไล่เฉดสี หรือเลือกสีที่ตัดกันเพื่อให้ห้องดูแปลกตาก็สวยไปอีกแบบ

ก่อนจะติดวอลเปเปอร์ให้บ้าน ก็ลองนำเทคนิคการติดวอลเปเปอร์ที่เรานำมาฝากนี้ไปปรับใช้กันดูนะคะ จะได้ตกแต่งบ้านด้วยวอลเปเปอร์กันได้แบบสวยและเนี้ยบ ไม่ต้องเปลี่ยนใหม่บ่อย ๆ จ้า

สุดยอด Social Community Manager ต้องมีทักษะอะไรบ้าง

การสร้าง Social Media ของแบรนด์ขึ้นมานั้นไม่ใช่แค่การสร้างอีกต่อไป หรือมาใช้แค่สื่อสรออกไป เหมือนการทำโฆษณา แต่เป็นการสร้างชุมขนของคนที่ติดตามแบรนด์หรือสนใจแบรนด์เข้ามา เพราะฉะนั้น Social Media ของแบรนด์ไหนที่ทำดี ๆ นั้นย่อมจะเห็นปฏิสัมพันธ์ที่โต้ตอบหรือพูดคุยกันใน account นั้นอย่างมาก มีการปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันตลอดเวลา แต่ถ้า social media account ไหนที่ไม่ได้สนใจ เรามักจะเห็นยอด Likes ที่มหาศาล แต่ยอดปฏิสัมพันธ์หรือคนเข้ามาพูดคุยกันนั้นแทบไม่มี สิ่งที่แตกต่างกันคือการที่คิดว่า social media ที่ทำนั้นทำหน้าที่อะไร ถ้าแบรนด์ที่ใช้เครื่องมือได้ถูกต้องจะคิดว่านี้คือช่องทางในการสร้างฐานชุมชนของแบรนด์ขึ้นมา ซึ่งหน้าที่นี้จะตกกับคนในตำแหน่งที่เรียกว่า Community Manager หรือคนที่ดูแลว่าชุมชนนี้จะเติบโตอย่างไร

Community Manager หรือคนที่ดูแล community นี้แบรนด์ส่วนใหญ่มักจะใช้กันผิดวิธีไปเป็นการทำ Crisis Management ซะส่วนใหญ่ แต่หน้าที่จริง ๆ แล้วของ Community Manager ไม่ใช่แค่การดูแลเวลาวิกฤตของแบรนด์ แต่เป็นการสร้างตัวตนของแบรนด์เข้าไปอยู่ในชุมชน ทำให้คนในชุมชนรู้สึกดีกับแบรนด์ มีการพูดคุยในทางบวก และทำให้ชุมชนของแบรนด์นั้นแข็งแรงมากขึ้น ทั้งนี้การทำ Community management นี้คนที่เป็น Community Manager นั้นต้องมีทักษะหลาย ๆ อย่างเพื่อทำงานให้ได้ดีและทำให้ชุมชนที่ผู้บริโภคมาติดตามนั้นมีความสุขกัน ซึ่ง Skills ที่คนอยากเป็น Community Manager ที่แข็งแกร่งควรมีดังนี้

1. ตั้งเป้าหมายแบบ Quality และ Quantity ได้

เหมือนการทำการตลาด การตั้งเป้าหมายนั้นเป้นเรื่องสำคัญในงานที่จะบอกได้ว่างานที่ทำนั้นดีหรือไม่ดีออกมา และการตั้งเป้าหมายนั้นทำให้คนทำงานรู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้างอีกด้วย ทั้งนี้คนทำ Community manager ที่ดีต้องสามารถต้องเป้าหมายที่อยากจะให้แบรนด์ไปและบริหารจัดการแบบคิดนอกกรอบ เช่นแทนที่จะวัดตัวเลขตอบโตที่เป็นปริมาณ ก็มาวัดว่า sentiment ของแบรนด์นั้นดีหรือไม่ดี หรือการดูว่า Community Manager เข้าไปตอบคำถามหรือความคิดเห็นต่าง ๆ แล้วสามารถสร้างสัมพันธ์กับแฟนได้แน่นแฟ้นแค่ไหน

2. สร้างแบรนด์ให้กลายเป็นคน

สิ่งหนึ่งที่ Community Manager ต้องทำได้ดีคือการสามารถแปลงแบรนด์นั้นให้มีความเป็นมนุษย์ให้ได้ เพระาต้องมองว่าช่องทาง Social media คือช่องทางการเชื่อมสังคมการสื่อสารแบบประกาศนั้นไม่มีใครสนใจ เพราะฉะนั้นคนทำ Community Manager นี้ต้องเข้าใจว่าจะทำให้ Content ตัวเองมีชีวิตได้ยังไงในชุมชนหรือใช้ Content แบบไหนที่จะทำให้เกิดการพูดคุยขึ้นมาได้ และเกิดปฏิสัมพันธ์แบบมนุษย์กลับมาได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ๆ ในประเทศไทยคือ KFC ที่สามารถทำให้แบรนด์กลายมามีความเป็นมนุษย์และสื่อสารได้อย่างสนุกกับคนที่มาอยู่ account ตัวเอง

3. แก้ปัญหาได้ก่อนที่มันจะเป็นปัญหา

คนที่ทำ Community Manager นั้นทักษะอย่างหนึ่งที่จำเป็นคือการสังเกตุเห็นความผิดปกติว่าน่าจะเริ่มเกิดความผิดปกติอะไรเกิดขึ้นมาได้ โดยเฉพาะพวกแบรนด์ Consumer ที่ลูกค้าชอบเข้ามาร้องเรียนผ่าน Social Media ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นคนทำ Community Manager ต้องมีทักษะในการสังเกตุการเปลี่ยนแปลงว่าข้อความที่ลูกค้าโพสนั้นกำลังจะเป็นปัญหาหรือไม่ และแก้ปัญหานั้นก่อนที่จะลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา อย่าคิดแก้ปัญหาในกรอบเช่นการเข้าไปตอบ แต่ต้องคิดว่าจะให้บริการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดอย่างไร

4.ดูว่าการพูดคุยใน Social เป็นอย่างไร

Community Manager ที่ดีต้องเข้าไปดูอารมณ์ที่ปฏิสัมพันธ์กันตลอดเวลา เข้าไปแสกนดูในคอมเมนท์ต่าง ๆ หรือใน #hashtag ที่เกิดขึ้นว่าคนพูดถึงแบรนด์เราอย่างไรบ้าง ในยุคปัจจุบันนั้นทำงานได้ง่ายมากขึ้นเพราะมีเครื่องมืออย่าง Social Listening ที่เข้ามาช่วยจัดการเรื่องพวกนี้ขึ้นมา ซึ่งความสำคัญในการเข้าไปดูคือการที่จะได้ insight ว่าลูกค้าที่พูดคุยแบรนด์นั้นกำลังมีความคิดอย่างไร ต้องการอะไร ซึ่งสามารถเอาใช้งานต่อไปได้ในการสร้างชุมชน

5. เข้าไปปฏิสัมพันธ์กับแฟนตัวจริง

หากดูหลักการความต้องการมนุษย์ของ Maslow การอยากมีตัวจนของมนุษย์นั้นจะเป็นหนึ่งในนั้น การเข้าไปปฏิสัมพันธ์กับคนที่ทำดีต่อแบรนด์หรือเป็นแฟนพันธุ์แท้ของแบรนด์ย่อมทำให้กลุ่มนี้กลายเป็นกระบอกเสียงของแบรนด์หรือคนดูแลแบรนด์ต่อไปได้ นอกจากนี้การเข้าไปในชุมชนแล้วทำการสอนให้คนในชุมชนรุ้ว่า ถ้าคุณทำดีต่อแบรนด์ หรือช่วยแบรนด์ย่อมได้รับสิ่งดี ๆ จากแบรนด์กลับด้วย ทำให้แบรนด์จะได้ชุมชนที่เข้มแข็งและได้ Word of mouth เพิ่มจากแฟน ๆ ของแบรนด์ที่ขยายต่อไปได้ด้วย เป็นการสร้าง Micro Influencer ของตัวเองขึ้นมานั้นเอง

ที่มา : MarketingOops!

ติวสถาปัตย์เบื้องต้นกับการวาดเส้น (Drawing)

ติวสถาปัตย์เบื้องต้นกับการวาดเส้น (Drawing)

เป็นพื้นฐานของการเรียนศิลปะและออกแบบทุกสาขา คนเรียนออกแบบแต่วาดเส้นไม่ได้ ก็วาด “แบบ” ที่อยู่ในหัวออกมาไม่ได้ วาดเส้น (Drawing) เป็นพื้นฐานของการเรียนศิลปะและออกแบบทุกสาขา ถ้าเรา วาดเส้น ไม่เก่ง งานออกแบบหรืองานศิลปะของเราก็มีข้อจำกัด

การวาดเส้น ทำให้เราควบคุมมือได้ดั่งใจ เหมือนเราควบคุมตาของเราได้ดั่งใจไงครับ แค่คิดจะมองไปทางซ้าย ตาก็ทำตาม ไม่ต้องใช้ความพยายาม เมื่อเรามี “แบบ” อยู่ในหัว เราก็สามารถสั่งให้มือวาด “แบบ” ออกมาได้ไม่ผิดเพี้ยน

คนวาดเส้น เก่ง จะมองเห็นรายละเอียดและโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ในหุ่นหรือแบบ เมื่อเห็นแล้วสามารถควบคุมมือให้วาดออกมาได้ วาดเส้นทำให้เราช่างสังเกต มีสมาธิและใจเย็น ขาดคุณสมบัติเหล่านี้เราก็วาดเส้นไม่เก่ง

ผ้า Microfiber คือผ้าตระกูลเส้นใยสังเคราะห์

ผ้า Microfiber คือผ้าตระกูลเส้นใยสังเคราะห์ส่วนใหญ่เป็นวัสดุที่ทำจากโพลีเอสเตอร์ (polyester) ใช้วิธีการหลอมแล้วรีดเส้นใยออกมาจากหัวฉีดที่เรียกว่าสปินเนอเร็ต (spineret) ลักษณะความละเอียดของผ้าขึ้นอยู่กับขนาดรูสปินเนอเร็ตที่ต้องการให้เส้นใยเล็กหรือละเอียดมากน้อยเพียงใดดังนั้นด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันผู้ผลิตสามารถผลิตเส้นใยของผ้าไมโครไฟเบอร์ได้เล็กและละเอียดกว่าเส้นใยที่ได้จากธรรมชาติถึง7-10 เท่า

หน่วยวัดความละเอียดของเส้นใยคือดีเนียร์ (Denier) ซึ่งเป็นมาตรวัดความหนาแน่นมวลเชิงเส้น (Linear mass density) หมายถึงค่าน้ำหนักหน่วยเป็นกรัมต่อเส้นใย (Fibre) ที่มีความยาว 9.0 เมตรยิ่งค่าDenier น้อยยิ่งแสดงถึงความเล็กของเส้นใยโดยทั่วไปเส้นใยที่มีค่าDenier น้อยกว่า1 จัดว่าเป็นไมโครไฟเบอร์

ลักษณะเด่นของไมโครไฟเบอร์

Microfiber เป็นเส้นใยที่เล็กละเอียดมากจึงเป็นผลให้เส้นใยไมโครไฟเบอร์สามารถซอกซอนเข้าถึงรอยแตก/แยกที่เล็กที่สุดบนพื้นผิวได้อย่างง่ายดาย
เส้นใย Microfiber มีโพลีเมอร์อีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่าไลโอฟิลิคซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซับคราบมันทั้งหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไมโครไฟเบอร์แต่ละเส้นมีลักษณะเป็นมุมและมีขอบลิ่มทำให้เกิดชั้นของไมโครไฟเบอร์ที่ลึกและซับซ้อนเพื่อประโยชน์ในการกักเก็บฝุ่นได้ในจำนวนมากจนถึงชั้นในสุดของเส้นใยและเป็นผลให้สามารถเก็บกวาดฝุ่นผงที่มีขนาดเล็กละเอียดมากๆได้อย่างดีเยี่ยมด้วย

ข้อดีของไมโครไฟเบอร์โดยสรุป

มีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดสูงไม่เป็นขนเช็ดลื่นสามารถเช็ดคราบสกปรกให้สะอาดหมดจดในการเช็ดเพียงครั้งเดียว
สามารถใช้ทำความสะอาดฝุ่นที่มีขนาดเล็กมาก (micro-dirt)
มีคุณสมบัติดูดซับได้เป็นอย่างดีและแห้งอย่างรวดเร็วทำให้ไม่เกิดกลิ่นอับชื้น
สามารถใช้ได้กับทุกพื้นผิวแม้ในบริเวณที่ต้องการความละเอียดอ่อนสูง
ไม่ก่อให้เกิดการสะสมของแบคทีเรียและยับยั้งการก่อเกิดราบนใยผ้า
ทนทาน (สามารถซักทำความสะอาดได้มากกว่า300ครั้ง)
สามารถซักได้ในอุณหภูมิ90-95องศาเซลเซียส (ห้ามใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มและสารฟอกขาว)
สามารถหลอมละลายและนำกลับมาใช้งานได้อีกครั้งแม้ว่าจะใช้งานจนเก่าหรือเสื่อมคุณภาพไปแล้วก็ตาม