คลังเก็บหมวดหมู่: สินค้า

เคล็ดลับการเลือกผ้าปูที่นอนได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ

การได้นอนบนเตียงสบายๆ นอกจากจะทำให้เราหลับสบายแล้ว ผ้าปูที่นอนก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่อาจทำให้เรานอนอย่างมีความสุขมากขึ้น ด้วยเนื้อผ้าของผ้าปูที่นอนแต่ละชนิดนั้นมีความแตกต่างกัน บางผืนอาจจะเรียบลื่น บางผืนอาจจะนุ่มเบา ฯลฯ ยิ่งเดี๋ยวนี้มีผ้าปูที่นอนหลากหลายยี่ห้อให้เลือกมากมาย แล้วเราจะมีวิธีเลือกอย่างไรให้ตรงใจ และได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ วันนี้มีเคล็ดลับการเลือกผ้าปูที่นอนมาฝากกันค่ะ

1. ดูจำนวนเส้นใยในการทอ

ในการเลือกซื้อผ้าปูที่นอน ให้ดูรายละเอียดของผ้าที่บริเวณคำว่า “thread count” เพราะในส่วนนี้จะบอกถึงจำนวนเส้นใยที่ใช้ในการทอนั่นเอง ซึ่งแสดงว่า หากผ้าปูที่นอนผืนนั้น มีจำนวนเส้นใยมากเท่าไหร่ ความหนาของผ้าก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

2. รู้จักประเภทของเส้นใย

ดูรายละเอียดของเส้นใยผ้า ซึ่งโดยทั่วไปในการทอผ้าปูที่นอนนั้น จะใช้เส้นใย 2 ลักษณะคือ แบบเส้นใยเดี่ยว และแบบเส้นใยคู่ จำนวนเส้นใยที่ใช้ในการทอผ้าปูที่นอนจะอยู่ที่ประมาณ 180 – 300 เส้นต่อหนึ่งตารางนิ้ว ซึ่งควรเลือกผ้าปูที่นอนที่ทอด้วยเส้นใยคู่ เพราะจะได้ผ้าปูที่นอนที่มีความทนทาน สามารถใช้ได้นานกว่าผ้าที่ทอด้วยเส้นใยเดี่ยว

3. ศึกษาชนิดของผ้า

เนื้อผ้าแต่ละชนิดก็จะมีความแตกต่างกันออกไป ส่วนใหญ่แล้ว ผ้าปูที่นอนจะใช้ผ้าฝ้ายเป็นวัสดุหลัก โดยผ้าฝ้ายที่มีคุณภาพดีที่สุด คือผ้าฝ้าย Egyptian cotton และรองลงมาเป็นผ้าฝ้าย Pima cotton ซึ่งให้เส้นใยที่เหนียวแน่น และมีความทนทาน แต่ผ้าฝ้ายทั้งสองแบบนี้มีต่างมีราคาสูง คุณอาจจะเลือกใช้ผ้าฝ้ายผสมใยสังเคราะห์ ที่ถึงแม้การระบายอากาศอาจจะไม่ดีเท่ากับผ้าฝ้ายแท้ แต่ราคาของผ้าฝ้ายชนิดนี้ก็ไม่สูงมากนัก แต่ถ้าหากเป็นผ้าปูที่นอนแบบผ้าไหม หรือผ้าสักหลาด ถึงแม้จะมี thread count สูง แต่ก็ดูแลรักษายาก และมีราคาแพง

4. ลองจับเนื้อผ้าให้แน่ใจ

ควรจับเนื้อผ้าเพื่อทดสอบลักษณะของผ้าทุกครั้งก่อนที่จะซื้อ เพราะสีและลวดลายของผ้าที่แสดงบนกล่องนั้น ไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ทั้งหมด และคุณไม่จำเป็นต้องเชื่อตามคำพูดของคนขายทั้งหมดก็ได้ เพราะคนที่ใช้คือตัวคุณเอง ดังนั้นคุณควรจะทดสอบเนื้อผ้าและตัดสินใจเลือกผ้าปูที่นอนด้วยตัวเองทุกครั้ง

ตอนนี้เราก็ทราบวิธีการเลือกผ้าปูที่นอนกันไปแล้ว อย่าลืมนำเคล็ดลับดี ๆ แบบนี้ไปใช้กันนะคะ

การเลือกซื้อรถยนต์มือสองให้ได้คุณภาพ

การเลือกซื้อรถยนต์มือสองให้ได้คุณภาพที่ต้องการนั้นต้องพิจารณาหลายจุด ซึ่งจุดหลัก ๆ ที่จะต้องดู และพิจารณากันให้ดีมีดังต่อไปนี้

ก่อนอื่นเลย ขอดูคู่มือรถก่อน ชื่อที่ปรากฏนั้นตรงกันกับเจ้าของที่จะขายให้เราหรือเปล่า โดยดูจากบัตรประชาชน หรือถ้ามีการโอนลอยก็ดูว่าเอกสารต่าง ๆ ตรงกันมั้ย ป้องกันซื้อรถโจร แล้วดูหมายเลขเครื่อง กับหมายเลขตัวถังว่าตรงกับสมุดคู่มือหรือเปล่า ถ้าจุดนี้ผ่านค่อยดูจุดอื่นต่อไป
สภาพภายนอก ดูด้วยตา

1. ดูสีก่อนเลยว่าโอเคหรือเปล่า ถ้าสภาพสีผ่านก็ลองถามเขาว่าเคยทำสีมั้ย ถ้าเขาบอกว่าไม่เคย ก็ลองพิสูจน์ด้วยการเคาะเบา ๆ รอบคัน ถ้าเป็นสีเดิมตัวถังจะบาง เวลาเคาะจะมีเสียงดังก้องหน่อยเหมือนเราเคาะกาละมังสแตนเลสเลย แต่ถ้าผ่านการทำสีมาและมีการโป๊วสีมาเสียงจะดัง ทุ๊บ ๆ ลองดู

2. ดูว่าศูนย์รถยังดีอยู่หรือเปล่า ให้หมุนพวงมาลัยให้ตรง แล้วมองจากด้านหลังรถ ก้มดูที่แก้มยางด้านนอกระหว่างล้อหลังกับหน้าจะต้องตรงกัน เพราะรถบางคันที่ผ่านการชนขนานหนักจากด้านข้าง จะเสียศูนย์ตรงจุดนี้ถ้าทำมาไม่ดี หรือจะให้ดี ก็ขับตามหลังเลย แล้วสังเกตดูเวลาวิ่ง ล้อต้องขนานกันกับล้อหน้า ต้องไม่มีการโย้ไปด้านใดด้านหนึ่ง ตรงนี้สำคัญมาก ๆเลย

3. สังเกตดูช่องว่างระหว่างกระโปรงหน้า ขอบประตู กระโปรงหลัง ช่องว่างต้องห่างเสมอกัน สวยงาม ถ้าบิด ๆ เบี้ยว ๆ แสดงว่าส่วนนั้นเคยชนมาแล้ว และก็ทำไม่ได้ดีเสียด้วย

4. เปิดกะโปรงด้านหน้า และหลัง สังเกตดูความผิดปกติของโครงรถ ถ้ามีการชนหนัก ก็จะเห็นร่องรอยความผิดปกติจากการซ่อมแซม สังเกตกันดี ๆ

เพิ่มเติม : รถมือสอง

เลือกโฟโต้เค้กแต่งงานอย่างไรให้เหมาะสม

เลือกรูปแบบการแต่งหน้าโฟโต้เค้กที่ชอบก่อน ถ้าต้องการเค้กสวยการตกแต่งอลังการต้องเลือกเนื้อเค้กบัตเตอร์ห รือเค้กผลไม้ที่สามารถรับน้ำหนักได้มาก แต่ถ้าต้องการเค้กเรียบๆ ไม่ตกแต่งอะไรมาก มีแค่ครีมสดบาดหน้าเค้กพอสวยเลือกเค้กสปองจ์ได้

– งานแต่งงานจัดภายในหรือภายนอกอาคาร ถ้าจัดงานในห้องจัดเลี้ยง ใช้โฟโต้เค้กแบบไหนก็ได้ แต่ถ้าจัดงานแบบเอ้าท์ดอร์ เค้กที่เหมาะกับงานลักษณะนี้ควรทนแดนทนลมได้สักหน่อย เช่น เค้กที่แต่งหน้าด้วยไอซิ่งหรือโรลฟองดองท์ (Rolled Fondant)

– กรณีที่จัดงานเลี้ยงต่างจังหวัด และสั่งเค้กไปจากกรุงเทพฯ ควรเลือกเค้กเนื้อแน่น อย่างบัตเตอร์เค้ก หรือฟรุตเค้ก และมีความสูงไม่เกิน 3 – 4 ชั้น
– ระบุจากจำนวนแขกที่เชิญ ถ้าเป็นการเลี้ยงโต๊ะจีนขนาดของเค้กอาจคิดคร่าว ๆ จากจำนวนโต๊ะทั้งหมด แล้วตัดแบ่งใส่จานรวม ของแต่ละโต๊ะ ส่วนบุฟเฟ่ต์หรือค็อกเทลควรกะจำนวนชิ้น หลังตัดให้ได้อย่างน้อยหนึ่งในสามของแขกที่เชิญ

ประเภทของการโอนกรรมสิทธิ์รถมือสอง

ประเภทของการโอนกรรมสิทธิ์รถ – การโอนกรรมสิทธิ์รถนั้นมีหลากหลาย อาทิ การโอนโดยตรง โอนโดยคำสั่งของศาล หรือแม้กระทั่งการโอนรถจากการได้รับมรดก เป็นต้น แต่จะพูดถึงการโอนหลักๆ แค่ 2 ประเภท ที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในการซื้อ – ขายรถยนต์มือสอง คือ การโอนตรง และ การโอนลอย

การโอนตรง คือ การที่ผู้ขาย และผู้ซื้อสามารถไปทำการโอนกรรมสิทธิ์โดยตรงต่อหน้านายทะเบียน

การโอนลอย คือ การที่เจ้าของรถได้ทำการโอนรถโดยไม่ได้ระบุชื่อของผู้รับโอน และยังไม่ได้ไปทำการโอนกรรมสิทธิ์รถโดยตรงต่อหน้านายทะเบียน แต่เมื่อผู้ขายได้รับเอกสารแล้ว ก็ต้องทำการไปโอนกรรมสิทธิ์รถด้วยตัวเอง ซึ่งการโอนลอยส่วนใหญ่จะมักจะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการรถมือสอง เพราะว่าถ้าหากคุณขายรถให้กับเต้นท์รถ หรือโชว์รูม จะต้องทำการเซ็นเอกสารโอนลอย เพราะผู้ขายจะยังไม่ทราบชื่อของผู้ซื้อ แต่ผู้ขายควรระวัง ในกรณีที่เซ็นเอกสารโอนลอย ถ้าหากมีคนนำรถไปทำอะไรที่ไม่ดี คนที่จะถูกตรวจสอบคนแรก คือ ผู้ถือกรรมสิทธิ์รถคนสุดท้ายนั่นเอง

TIPS: ควรตรวจสอบชื่อของผู้ขายในเอกสารทั้งหมดให้ดี ว่าต้องตรงกันทั้งหมด และชื่อของผู้ขายจะต้องเป็นชื่อของผู้มีกรรมสิทธิ์รถคันนั้นเป็นคนสุดท้าย ซึ่งมีข้อควรระวังหลายอย่างสำหรับการโอนลอย

เพิ่มเติม : http://www.fast2car.com/

การผลิตสบู่และอุปกรณ์ทำสบู่

สบู่ธรรมชาติ (soap) เกิดจากการทำปฎิกิริยาทางเคมีระหว่างสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์กับน้ำมันซึ่งอาจจะเป็น น้ำมันพืชหรือน้ำมันสัตว์ก็ได้

การผลิตสบู่ธรรมชาติเป็นการง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อนหากได้ทดลองทำจากจำนวนน้อย ๆ และฝึกฝนไปเรื่อย ๆ ก็จะชำนาญได้ไม่ยากนัก จนถึงขนาดสามารถผลิตเป็นอุตสาหกรรมได้เลยทีเดียว

สบู่ผลิตขึ้นจากส่วนผสมพื้นฐาน 3 อย่าง คือ น้ำ ไลย์ (lay) หรือ โซเดียมไฮดรอกไซด์ และไขมัน (น้ำมัน) เมื่อไลย์ผสมกับน้ำเป็นสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ถูกนำไปผสมกับไขมัน ปฏิกิริยานี้เรียกว่า Saponification ซึ่งจะให้ผลผลิตสุดท้ายที่เป็นส่วนผสมของสบู่ 5 ส่วน และกลีเซอรีน 1 ส่วน

ในสบู่ธรรมชาติกลีเซอรีนที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตสบู่ธรรมชาติจะยังคงอยู่ในสบู่ มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น และทำให้ผิวพรรณนุ่มนวล ในขณะที่สบู่ที่ผลิต โดยโรงงานที่เราซื้อจากร้านค้าและซุปเปอร์มาเก็ดทั่วไปมักจะสกัดเอากลีเซอรีนออกไปเหลือแต่ตัวสบู่ล้วน ๆ ทำให้ไม่นุ่มผิว

กระบวนการที่นำมาแนะนำในการผลิตสบู่ธรรมชาติในที่นี้เป็นกระบวนการผลิตแบบเย็น (cold process method) ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ผลิตสบู่ธรรมชาติในอดีตโดยการนำสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ ผสมลงไปในน้ำมัน แล้วกวนให้จับตัวข้นก่อนที่จะเทลงในแบบให้จับตัวแข็งเป็นสบู่

นอกจากวิธีการผลิตสบู่แบบกระบวนการเย็นแล้ว ยังมีวิธีการผลิตอื่น ๆ อีก เช่น วิธีการผลิตโดยการปั้นด้วยมือ (hand-milled soap) วิธีการผลิตโดยการหลอมแล้วเท (meit and paur) แต่กระบวนการผลิตแบบเย็นจะเป็นวิธีการพื้นฐานก่อนที่จะนำสบู่ที่ได้ไปผลิตเป็นสบู่ด้วยวิธีอื่น ๆ ต่อไป โดยสามารถใส่ส่วนผสมอื่น ๆ เข้าไปเพื่อให้ได้สบู่ตามชนิดและคุณสมบัติที่ต้องการให้สนิท และเก็บไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิดอีกชั้นหนึ่ง

เพิ่มเติม : klinlamun.com