คลังเก็บหมวดหมู่: ทั่วไป

SME มีเฮหลัง Google ปล่อยตัวช่วย Google My Business ในการเข้าสู่โลกดิจิทัล

ธุรกิจ SME ถือเป็นภาคธุรกิจที่มีจำนวนมากในปัจจุบันและยังเป็นทิศทางการทำธุรกิจของไทยในอนาคต แต่สิ่งที่ SME ประสบปัญหาแทบทุกรายคือเรื่องของเงินลงทุนที่มีอย่างจำกัด นั่นหมายถึงการใช้จ่ายทุกอย่างต้องคุ้มค่าการลงทุน และหลายครั้งที่ SME มักจะลงทุนโดยไม่ได้ผลกลับคืนมา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนที่ไม่ตรงหรือเข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจ

Google จึงเปิดตัวเครื่องมือใหม่ Google My Business (GMB) ที่จะช่วยให้ธุรกิจที่มีหน้าร้านโดยเฉพาะ SME สามารถสร้างเว็บไซต์ของตัวเองได้ง่ายๆ โดยสามารถใช้งานได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์ รวมถึงสามารถใช้งานได้บนสมาร์ทโฟน ด้วยวิธีการสร้างเพียงไม่กี่ขั้นตอนและใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที นอกจากนี้ฟังก์ชั่นใน GMB ยังจะช่วยให้เว็บไซต์ถูกค้นพบได้ง่ายใน Google Search และพร้อมนำทางไปยังร้านผ่าน Google Map

จากข้อมูลพบว่าในปี 2025 ดิจิทัลจะช่วยให้ภาพรวมเศรษฐกิจในภูมิภาค SEA มีมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านดอลลสร์สหรัฐ โดยประเทศไทยมีมูลค่า 37 ล้านดอลลาร์ เป็นผลมาจากจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนในปรพเทศไทยสูงถึง 45 ล้านเครื่อง นอกจากนี้ความเร็วอินเตอร์เน็ตของไทยมีความเร็วเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาครองจากประเทศสิงคโปร์

เมื่อเปรียบเทียบระหว่างธุรกิจที่ใช้ระบบดิจิทัลกับธุรกิจที่ไม่ใช้จะพบว่า ธุรกิจที่ใช้ดิจิทัลจะมีรายได้มากกว่า 9% เมื่อคิดเป็นผลกำไรแล้วจะมีมีกำไรมากกว่า 26% และจะช่วยให้ธุรกิจมีมูลค่ามากกว่า 12% ปัจจุบันธุรกิจของไทยที่มีการจดทะเบียนมีอยู่ราว 3 ล้านธุรกิจ ซึ่งมีเพียง 13% เท่านั้นที่ระบบ e-Commerce โดยราว 2 ล้านธุรกิจหรือ 71% เป็นกลุ่มของธุรกิจประเภทร้านขายของ (Retail) และบริการ (Service) และกลุ่มเหล่านี้มากกว่า 80% ยังไม่มีการใช้ดิจิทัลแต่พึ่งพาลูกค้าเดินเข้าร้าน (Walk in) เป็นหลัก

ซึ่ง GMB ช่วยให้ธุรกิจที่ยังไม่มีการใช้ดิจิทัลสามารถสร้างตัวตนขึ้นได้ในโลกดิจิทัล โดยเป็นบริการฟรีไม่คิดเงิน และจุดเด่นสำหรับ GMB จะช่วยให้ธุรกิจสามารถถูกค้นหาได้ง่ายใน Google Search และยังปรากฎใน Google Map เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้ฟังก์ชั่นการนำทางของ Google Map ได้อีกด้วย สำหรับ GMB เปิดตัวครั้งแรกในปี 2014 และในช่วงปีที่ผ่านมา GMB มีอัตราเติบโตอยู่ที่ 120%

สำหรับการใช้งานสามารถทำได้ง่ายเพียงดาวน์โหลด GMB กรอกข้อมูลให้ครบถ้วนและถูกต้อง จากนั้นก็ทำการเผยแพร่โดย GMB จะให้ผู้ใช้บริการจดโดเมนฟรี นอกจากยี้ยังมีฟีเจอร์ใหม่ Promotion Post ในการเพิ่มโปรโมชั่นแบบชั่วคราวระยะสั้น การอัพโหลดรูปภาพและการให้เจ้าของร้านสามารถรีวิว รวมถึงสามารถตอบกลับรีวิวของลูกค้าได้อีกด้วย

นายไมเคิล จิตติวาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด Google ประเทศไทย ยังแนะนำผู้ใช้บริการ GMB โดยเฉพาะในส่วนของการเพิ่มความน่าสนใจให้กับเว็บไซต์ทางร้าน โดยแบ่งออกเป็น 4 ข้อทั้งการอัพเดตข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ, การใช้ Promotion Post เพื่อสร้างความน่าสนใจอย่างต่อเนื่อง, ตอบรีวิวลูกค้าทั้งด้านบวกและด้านลบอย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ และการเก็บรวบรวมข้อมูลลูกค้าผ่าน Dashboard เพื่อให้สามารถเข้าใจลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

ที่มา

สุดยอด Social Community Manager ต้องมีทักษะอะไรบ้าง

การสร้าง Social Media ของแบรนด์ขึ้นมานั้นไม่ใช่แค่การสร้างอีกต่อไป หรือมาใช้แค่สื่อสรออกไป เหมือนการทำโฆษณา แต่เป็นการสร้างชุมขนของคนที่ติดตามแบรนด์หรือสนใจแบรนด์เข้ามา เพราะฉะนั้น Social Media ของแบรนด์ไหนที่ทำดี ๆ นั้นย่อมจะเห็นปฏิสัมพันธ์ที่โต้ตอบหรือพูดคุยกันใน account นั้นอย่างมาก มีการปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันตลอดเวลา แต่ถ้า social media account ไหนที่ไม่ได้สนใจ เรามักจะเห็นยอด Likes ที่มหาศาล แต่ยอดปฏิสัมพันธ์หรือคนเข้ามาพูดคุยกันนั้นแทบไม่มี สิ่งที่แตกต่างกันคือการที่คิดว่า social media ที่ทำนั้นทำหน้าที่อะไร ถ้าแบรนด์ที่ใช้เครื่องมือได้ถูกต้องจะคิดว่านี้คือช่องทางในการสร้างฐานชุมชนของแบรนด์ขึ้นมา ซึ่งหน้าที่นี้จะตกกับคนในตำแหน่งที่เรียกว่า Community Manager หรือคนที่ดูแลว่าชุมชนนี้จะเติบโตอย่างไร

Community Manager หรือคนที่ดูแล community นี้แบรนด์ส่วนใหญ่มักจะใช้กันผิดวิธีไปเป็นการทำ Crisis Management ซะส่วนใหญ่ แต่หน้าที่จริง ๆ แล้วของ Community Manager ไม่ใช่แค่การดูแลเวลาวิกฤตของแบรนด์ แต่เป็นการสร้างตัวตนของแบรนด์เข้าไปอยู่ในชุมชน ทำให้คนในชุมชนรู้สึกดีกับแบรนด์ มีการพูดคุยในทางบวก และทำให้ชุมชนของแบรนด์นั้นแข็งแรงมากขึ้น ทั้งนี้การทำ Community management นี้คนที่เป็น Community Manager นั้นต้องมีทักษะหลาย ๆ อย่างเพื่อทำงานให้ได้ดีและทำให้ชุมชนที่ผู้บริโภคมาติดตามนั้นมีความสุขกัน ซึ่ง Skills ที่คนอยากเป็น Community Manager ที่แข็งแกร่งควรมีดังนี้

1. ตั้งเป้าหมายแบบ Quality และ Quantity ได้

เหมือนการทำการตลาด การตั้งเป้าหมายนั้นเป้นเรื่องสำคัญในงานที่จะบอกได้ว่างานที่ทำนั้นดีหรือไม่ดีออกมา และการตั้งเป้าหมายนั้นทำให้คนทำงานรู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้างอีกด้วย ทั้งนี้คนทำ Community manager ที่ดีต้องสามารถต้องเป้าหมายที่อยากจะให้แบรนด์ไปและบริหารจัดการแบบคิดนอกกรอบ เช่นแทนที่จะวัดตัวเลขตอบโตที่เป็นปริมาณ ก็มาวัดว่า sentiment ของแบรนด์นั้นดีหรือไม่ดี หรือการดูว่า Community Manager เข้าไปตอบคำถามหรือความคิดเห็นต่าง ๆ แล้วสามารถสร้างสัมพันธ์กับแฟนได้แน่นแฟ้นแค่ไหน

2. สร้างแบรนด์ให้กลายเป็นคน

สิ่งหนึ่งที่ Community Manager ต้องทำได้ดีคือการสามารถแปลงแบรนด์นั้นให้มีความเป็นมนุษย์ให้ได้ เพระาต้องมองว่าช่องทาง Social media คือช่องทางการเชื่อมสังคมการสื่อสารแบบประกาศนั้นไม่มีใครสนใจ เพราะฉะนั้นคนทำ Community Manager นี้ต้องเข้าใจว่าจะทำให้ Content ตัวเองมีชีวิตได้ยังไงในชุมชนหรือใช้ Content แบบไหนที่จะทำให้เกิดการพูดคุยขึ้นมาได้ และเกิดปฏิสัมพันธ์แบบมนุษย์กลับมาได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ๆ ในประเทศไทยคือ KFC ที่สามารถทำให้แบรนด์กลายมามีความเป็นมนุษย์และสื่อสารได้อย่างสนุกกับคนที่มาอยู่ account ตัวเอง

3. แก้ปัญหาได้ก่อนที่มันจะเป็นปัญหา

คนที่ทำ Community Manager นั้นทักษะอย่างหนึ่งที่จำเป็นคือการสังเกตุเห็นความผิดปกติว่าน่าจะเริ่มเกิดความผิดปกติอะไรเกิดขึ้นมาได้ โดยเฉพาะพวกแบรนด์ Consumer ที่ลูกค้าชอบเข้ามาร้องเรียนผ่าน Social Media ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นคนทำ Community Manager ต้องมีทักษะในการสังเกตุการเปลี่ยนแปลงว่าข้อความที่ลูกค้าโพสนั้นกำลังจะเป็นปัญหาหรือไม่ และแก้ปัญหานั้นก่อนที่จะลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา อย่าคิดแก้ปัญหาในกรอบเช่นการเข้าไปตอบ แต่ต้องคิดว่าจะให้บริการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดอย่างไร

4.ดูว่าการพูดคุยใน Social เป็นอย่างไร

Community Manager ที่ดีต้องเข้าไปดูอารมณ์ที่ปฏิสัมพันธ์กันตลอดเวลา เข้าไปแสกนดูในคอมเมนท์ต่าง ๆ หรือใน #hashtag ที่เกิดขึ้นว่าคนพูดถึงแบรนด์เราอย่างไรบ้าง ในยุคปัจจุบันนั้นทำงานได้ง่ายมากขึ้นเพราะมีเครื่องมืออย่าง Social Listening ที่เข้ามาช่วยจัดการเรื่องพวกนี้ขึ้นมา ซึ่งความสำคัญในการเข้าไปดูคือการที่จะได้ insight ว่าลูกค้าที่พูดคุยแบรนด์นั้นกำลังมีความคิดอย่างไร ต้องการอะไร ซึ่งสามารถเอาใช้งานต่อไปได้ในการสร้างชุมชน

5. เข้าไปปฏิสัมพันธ์กับแฟนตัวจริง

หากดูหลักการความต้องการมนุษย์ของ Maslow การอยากมีตัวจนของมนุษย์นั้นจะเป็นหนึ่งในนั้น การเข้าไปปฏิสัมพันธ์กับคนที่ทำดีต่อแบรนด์หรือเป็นแฟนพันธุ์แท้ของแบรนด์ย่อมทำให้กลุ่มนี้กลายเป็นกระบอกเสียงของแบรนด์หรือคนดูแลแบรนด์ต่อไปได้ นอกจากนี้การเข้าไปในชุมชนแล้วทำการสอนให้คนในชุมชนรุ้ว่า ถ้าคุณทำดีต่อแบรนด์ หรือช่วยแบรนด์ย่อมได้รับสิ่งดี ๆ จากแบรนด์กลับด้วย ทำให้แบรนด์จะได้ชุมชนที่เข้มแข็งและได้ Word of mouth เพิ่มจากแฟน ๆ ของแบรนด์ที่ขยายต่อไปได้ด้วย เป็นการสร้าง Micro Influencer ของตัวเองขึ้นมานั้นเอง

ที่มา : MarketingOops!

4 ขั้นตอนการตัดสินใจเลือกซื้อแพ็คเกจ

ความสำคัญกับ 4 ขั้นตอนการตัดสินใจเลือกซื้อแพ็คเกจ โดยจุดที่สำคัญของ 4 ขั้นตอนนี้ที่ผู้ประกอบการต้องการทราบคือเรื่องของช่วงเวลาที่ต้องให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภค, ช่องทางที่ควรให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคและคอนเท้นต์ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภค

ผลการสำรวจพบว่า จาก 4 ขั้นตอนการตัดสินใจเลือกซื้อแพ็คเกจของผู้บริโภค 89% ผู้บริโภคมีการตัดสินใจมาแล้วจากการหาข้อมูล ดังนั้นการหาข้อมูลณ จุดขาย (POS Research) จึงไม่สามารถเปลี่ยนการตัดสินใจเลือกซื้อของผู้บริโภคได้ ขณะที่ช่วงตัดสินใจ (Trigger) จะเน้นไปที่การสร้างการรับรู้ (Awareness) ซึ่งผู้บริโภคยังไม่ตัดสินใจซื้อในช่วงดังกล่าว ดังนั้นช่วงเวลาที่ต้องให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคจึงอยู่ในช่วงของหาข้อมูลเบื้องต้น (Initial Research) และหาข้อมูลเชิงลึก (Further Research) โดยช่วงเวลาดังกล่าวมีส่วนสำคัญอย่างมากในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคถึง 64%

ส่วนช่องทางที่ควรให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคนั้น เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าการหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต โดย 93% นิยมหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งจากผลสำคัญยังพบลงลึกไปอีกกว่านั้นว่า ผู้บริโภคจะนิยมเข้าเว็บของผู้ประกอบการในการหาข้อมูลเป็นอันดับแรกถึง 67% ขณะที่การหาข้อมูลผ่านเว็บ Search Engine อย่าง Google รองลงมาอยู่ที่ 64% ที่สำคัญการค้นหาข้อมูลผ่านเว็บ Search Engine จะค้นหาบนสมาร์ทโฟนและส่วนใหญ่จะค้นหาระหว่างการเดินทาง, ระหว่างการรอและระหว่างการดูทีวี

ขณะที่คอนเท้นต์ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ในช่วงแรกจะเน้นไปที่ราคาเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจ จากนั้นในช่วงหลังคอนเน้นจะต้องเน้นเรื่องของคุณภาพและฟีเจอร์ในการใช้งาน โดยคอนเท้นที่เข้าถึงผู้บริโภคจะอยู่ในรูปแบบของวิดีโอ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจจากนั้นผู้บริโภคจะเข้าไปหาข้อมูลในเว็บไซต์ของผู้ประกอบการ

นับวันโลกของเราก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ และมีแหล่งข้อมูลให้เลือกมากมาย แต่การวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่านักการตลาดสามารถดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคด้วยข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเกี่ยวข้องกับความต้องการของพวกเขา ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าหรือบริการได้เป็นอย่างดี การวิจัยยังแสดงให้เห็นอีกว่าปัจจุบันคนไทยให้ความสำคัญกับสิ่งที่พวกเขาต้องการมากกว่าสิ่งที่พวกเขาเป็น ในอดีตนักการตลาดต้องพึ่งพาแหล่งข้อมูลทางอ้อมเพียงอย่างเดียว อาทิ ข้อมูลประชากร เช่น อายุและเพศ ในขณะที่ข้อมูลประชากรยังคงมีความสำคัญในการวางแผนการตลาด แต่เจตนาของผู้บริโภคหรือสิ่งที่ผู้คนต้องการในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่สำคัญที่นักการตลาดต้องตอบสนองให้ได้

ที่มา : MarketingOops.com

ดิจิทัลคืออีกทางออก แต่ต้องทำให้เป็น

อย่างไรก็ตาม ดิจิทัลคืออีกทางออกของแบรนด์ต่างๆ ในการทำตลาด รวมถึงเข้าถึงผู้บริโภคด้วยวิธีซื้อสื่อ แต่ทั้งหมดนี้ต้องมีการประมวลผลลัพท์ที่ชัดเจน เพราะหากยังวัดผลไม่ได้ ก็เท่ากับไม่มีอะไรยืนยันข้อมูล แม้ผู้บริโภคจะใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Millennial ที่เริ่มใช้ชีวิตแบบ Multi Screen

“Media Spending ในอนาคตจะมองข้ามออนไลน์ไม่ได้แล้ว เช่นรายการต่างๆ ที่จะถูกผู้บริโภครับชมแบบ Live คือรายการกีฬา และข่าว เพราะทั้งสองเรื่องมันต้องสดใหม่ ส่วนรายการวาไรตี้อื่นๆ จะมีการรับชมย้อนหลัง ซึ่งจะดูย้อนหลังมันก็ต้องอยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัล และแบรนด์ต่างๆ ก็ต้องเข้าใจว่าตัวเองอยากจับกลุ่มผู้บริโภคแบบไหน และจะสื่อข้อมูลอะไรในช่องทางที่ต่างกัน”

แบรนด์ต่างๆ คงต้องคิดในการทำตลาดมากขึ้น เพราะเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี ก็เป็นความท้าทายในการดึงกำลังซื้อจากผู้บริโภค และถึงการใช้ Trade Promotion จะเป็นวิธีที่ตรงๆ แต่ Media Spending ก็น่าจะเป็นวิธีที่ยั่งยืนมากกว่า เพราะการสื่อสารไปให้ผู้บริโภค คือการจูงใจในระยะาว แตกต่างกับการให้ส่วนต่างราคา หรืออื่นๆ ที่ดึงใจผู้บริโภคมาแค่ชั่วคราว

เมื่อทำ Content Marketing กันห่วย ก็เตรียมกับมือกับ Content Blocking

เมื่อนักการตลาดทำ Online Banner ที่น่ารำคาญหรือทำ Online Banner โดยที่ไม่ได้สนใจกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เนต ทำให้เกิดกลุ่มนักพัฒนาสร้างซอฟท์แวร์มาหยุดโฆษณาเหล่านี้ ซึ่งในงานสัมมนาด้านการตลาดที่ยุโรปที่ผ่านมา ก็มีการสำรวจนักการตลาดด้วยกันเองและก็พบข้อมูลที่น่าตกใจว่าแม้แต่นักการตลาดเองก็ใช้ซอฟท์แวร์ปิดกั้นโฆษณาเหล่านี้เช่นกัน แน่นอนคนทำโฆษณาเองยังไม่อยากจะดูโฆษณาแล้วใครกันที่อยากจะดู มาในยุคนี้ที่นักการตลาดนิยมทำเรื่อง Content Marketing กันมากขึ้น ไม่มีใครที่ไม่ทำ และแน่นอนย่อมเกิดทั้งเนื้อหาที่มีคุณภาพและไร้คุณภาพออกมา โดยเฉพาะเนื้อหาที่กลายเป็นโฆษณามากกว่าที่จะมีประโยชน์ต่อผู้บริโภค ทำให้เริ่มผู้บริโภคต่างไม่สนใจเนื้อหาของแบรนด์ขึ้นมา และเกิด Content Blindness หรือการ Block Content แย่ ๆ จากระบบมากขึ้น

ด้วยการที่ยุคนี้นักการตลาดทุกคนหันมาทำ Content Marketing กันหมด และพยายามทำ Content ออกมาให้มาก โดยสนแต่ปริมาณ มากกว่าคุณภาพ สิ่งที่เกิดขึ้นคือมหาสมุทธของ Content นี้ทำให้แต่ละแบรนด์นั้นยากที่จะแทรกตัวขึ้นมาอยู่แถวหน้าของคู่แข่งตัวเองได้ ยิ่งมี Content มากขึ้นเท่าไหร่สิ่งที่เกิดขึ้นยิ่งแย่ลง เพราะจากการวิจัยของ TrackMaven นั้นพบว่า Consumer Engagement กับแบรนด์นั้นมีแนวโน้มตกลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งตัวเลขบ่งบอกดังนี้ ในขณะที่แบรนด์นั้นทำ Content Marketing เพิ่มขึ้น 35% แต่ Engagement นั้นตกลงถึง 17% ปัญหาที่ TrackMaven ค้นพบในเรื่องนี้คือปัญหาการที่พฤติกรรมการบริโภคเนื้อหานั้นเปลี่ยนไปและการที่ Social Network ทั้งหลายเป็นการจ่ายเงินเพื่อให้ Content นั้นเห็นมากขึ้น ซึ่งด้วยการมาของ 2 ปัจจัยนี้ทำให้งานของนักการตลาดนั้นเพิ่มมากขึ้นอย่างมาก จากการสำรวจเมื่อปี 2015 ผู้บริโภคใช้เวลาบนมืถือมากกว่า 3 ชั่วโมงกับมือถือตัวเอง กิจกรรมกว่า 88% นั้นทำผ่าน application และ 12% ทำผ่าน Web Browser ของมือถือตัวเอง ในความหมายนี้ผู้บริโภคนั้นต่างติดมือถืออย่างมาก และ Mobile App กลายเป็นช่องทางหลักในการเชื่อมต่อสู่อินเทอร์เนตในยุคนี้ แต่ด้วยการที่ Social Network หรือ Mobile App เหล่านี้ต้องหารายได้ ซึ่งทำให้ต้องบังคับให้คนทำโฆษณาเพื่อเชื่อมกับผู้บริโภคผ่าน Platform เหล่านี้ต้องจ่ายเงินให้มากที่สุดให้ได้ขึ้นมา

เมื่อเกิดเหตุการณืเช่นนี้ทำให้เนื้อหาที่ไม่ได้ดี หรือไม่ได้เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคสนใจนั้นจะถูกปิดกั้นจากระบบ เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคเห็นเนื้อหา จนกว่านักการตลาดจะลงเงินเพื่อซื้อโฆษณาเหล่านั้นเข้าไป ทำให้เกิดภาวะ content blocking แบบหนึ่ง และทำให้สารที่นักการตลาดต้องการสื่อสารนั้นไปไม่ถึงปลายทางที่ต้องการ

นวัตกรรม ความรู้ และทรัพย์สินทางปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้บริษัทรอดตาย

ถึงอย่างนั้นทีมวิจัยก็หาคำตอบต่อไปว่าแล้วทำไมยังมีหลายบริษัทที่ยังรอดจากผลร้ายของการลดขนาด แล้วก็พบว่า “ทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้” อย่างเช่นทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมที่มีอยู่แล้วสามารถชดเชยแรงงานที่เลิกจ้างไปได้ เช่นความรู้ของพนักงานสามารถเอามาประยุกต์ให้กระบวนการทำงานในบริษัทนั้นมีประสิทธิภาพขึ้นมากกว่าเดิม นำนวัตกรรมมาใช้หาพาร์ทเนอร์ของธุรกิจชดเชยประโยชน์ที่พนักงานที่โดนเลิกจ้างให้กับบริษัท วิธีแก้พวกนี้ก็ช่วยลดผลกระทบจากการตัดสินใจลดขนาดของบริษัทเช่นกัน

ฉะนั้นก่อนที่จะคิดลดขนาดธุรกิจ ของให้ชั่งใจดีๆก่อนว่า

1. ผลดีที่จะได้จากการลดขนาดธุรกิจนั้นมีมากกว่าผลเสียหายระยะยาวที่ตามมาหรือเปล่า

2. บริษัทสามารถปกป้องทรัพยากร เงินทุน โดยเฉพาะความรู้ความสามารถ ทรัพย์สินทางปัญญานับต่อจากผลเสียของธุรกิจที่ถูกลดขนาดได้จริงหรือไม่

ถ้าหากทำได้ การลดขนาดธุรกิจก็ควรจะทำอย่างระมัดระวังที่สุด ทุ่มเทกับทรัพย์สินทางปัญญามากกว่าทรัพยากรอื่นๆทั้งหมด เรื่องเงินอย่าเพิ่งให้ความสำคัญมาก เพราะทรัพย์สินที่มองไม่เห็นอย่างความรู้นั่นแหละที่จำเป็นที่สุดสำหรับบริษัทที่เสียพนักงานเกรดดีๆไป

แหล่งที่มา

https://hbr.org/2017/04/if-you-think-downsizing-might-save-your-company-think-again

Google เผยพฤติกรรมของกลุ่ม Gen Z ในยุค Mobile-First

เมื่อกลุ่ม Millennials ได้รับความสนใจจากนักการตลาดอย่างมากในช่วงหลายปีมานี้ จากรายงานล่าสุดของ Think with Google กำลังจะบอกว่าเรา Gen Z (อายุ 13-17 ปี) ก็เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

Google ได้ร่วมมือกับ Ipsos เพื่อสำรวจพฤติกรรมของกลุ่ม Gen Z ทั้งในเรื่องรสนิยม และความต้องการ เพื่อรวบรวมเป็น Insight สำหรับการทำงานและทำธุรกิจ ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

• 78% สมาร์ทโฟน (กลุ่มสำรวจเผยว่า พวกเขามีสมาร์ทโฟนเครื่องแรกตอนอายุ 12 ปี)
• 69% แลปท็อป
• 68% โทรทัศน์
• 62% เครื่องเล่นเกม
• 52% แท็บเล็ต

นอกจากนี้ ในกลุ่มอายุ 18 – 24 ปี ก็ใช้สมาร์ทโฟน และแลปท็อปสูงที่สุดเช่นกัน และมีอัตราการใช้งานที่มากกว่าด้วยคือ 87% และ 86% ตามลำดับ
แพลตฟอร์มที่ใช้ฟังเพลง

1. YouTube
2. Netflix
3. Spotify
4. Hulu

ในส่วนของการใช้สมาร์ทโฟน Gen Z จะใช้เวลามากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวันเพื่อส่งข้อความผ่านแอปฯ แชท นอกจากนี้ ผลสำรวจยังบอกอีกว่า 71% จะดูวิดีโอออนไลน์บนสมาร์ทโฟน, 52% จะใช้แอปฯ แชท และ 51% ใช้ Social Network อื่นๆ

แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่า โฆษณาชิ้นนี้เจ๋ง อันดับหนึ่ง เมื่อเพื่อนๆ ของพวกเขาพูดถึง ตามมาด้วย เมื่อพวกเขาได้เห็นบ่อยๆ และ เมื่อรู้สึกว่าโฆษณาชิ้นนี้กำลังพูดอยู่กับพวกเขาโดยตรง

สำหรับการช้อปปิ้ง กลุ่ม Gen Z 68% จะซื้อสินค้าออนไลน์ ในจำนวนนี้ 53% ใช้สมาร์ทโฟนในการซื้อสินค้า โดยสินค้าอันดับหนึ่งคือ วิดีโอเกม ตามมาด้วยหนังสือ
แอปฯ ที่ได้รับความนิยมในกลุ่ม Gen Z คือ Instagram 59.6% ตามมาด้วย Snapchat 56.4% และ Facebook 52.8%

ติดตาม MarketingOops!

งบ Influencer marketing ปีนี้กระฉูดแน่

จะไม่ให้เรียกว่ากระฉูดได้อย่างไร ในเมื่อการสำรวจล่าสุดพบว่านักการตลาดกว่า 63% ของกลุ่มตัวอย่างยอมรับว่าจะเพิ่มงบประมาณสำหรับทำการตลาดด้วย Influencer marketing ให้เข้มข้นขึ้นอีกในปีนี้ ตอกย้ำทิศทางการสำรวจก่อนหน้านี้ว่าแคมเปญที่ใช้เน็ตไอดอลเป็นสื่อนั้นจะร้อนแรงแซงทุกรูปแบบชนิดฉุดไม่อยู่

การสำรวจครั้งนี้มาจากบริษัทวิจัยชื่อ Bloglovin ซึ่งพบว่ามืออาชีพด้านการตลาดในนาทีนี้มอง Influencer marketing เป็นเรื่องสำคัญ โดยเกือบ 1 ใน 3 ของนักการตลาดในกลุ่มตัวอย่าง (32%) ให้ความเห็นว่าแคมเปญ influencer นั้นจำเป็นต่อนโยบายของบริษัท ขณะที่ 41% ยอมรับว่าประสบความสำเร็จจากแคมเปญที่ใช้ Influencer มากกว่าการทำแคมเปญโฆษณาปกติ

การสำรวจของ Bloglovin ยังพบว่านักการตลาดเกินครึ่งของกลุ่มตัวอย่าง (63%) ระบุว่าได้ปรับเพิ่มงบประมาณทำ Influencer marketing แล้วในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ราว 36% ของกลุ่มตัวอย่างระบุว่าใช้งบประมาณไปน้อยกว่า 5,000 เหรียญสหรัฐต่อแคมเปญ หรือประมาณ 1.7 แสนบาท

นอกจากนี้ ราว 67% ของกลุ่มตัวอย่างยืนยันว่าแคมเปญ Influencer มีส่วนช่วยให้การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเป็นไปอย่างราบรื่น

อีกจุดที่น่าสนใจจากรายงานนี้คือราว 1 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างระบุว่าได้ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลอย่างน้อย 3 แห่งต่อการทำ 1 แคมเปญ ข้อมูลนี้แสดงว่าเนื้อหาที่ใช้ Influencer ในการถ่ายทอดนั้นมีคุณค่าเหมาะสมกับการนำไปเผยแพร่หลายช่องทาง (multichannel) ถือเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ Influencer ได้รับความนิยมใช้ในแคมเปญมากขึ้น

ที่มา: MarketingDive

3 วิธีลงทุนอสังหาฯ ให้กำไร

การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็น ที่ดิน คอนโด บ้าน ทาวน์โฮม อาคารพาณิชย์ อาคารสำนักงาน ฯลฯ มีนักลงทุนทั้งมือเก่าและมือใหม่เข้ามาให้ความสนใจกันมากขึ้น เป็นเพราะการลงทุนอสังหาริมทรัพย์สามารถสร้างรายได้ดีมากๆ แถมถ้าเกิดเปลี่ยนใจไม่คิดจะลงทุนแล้วก็ยังสามารถเปลี่ยนมาเป็นที่อยู่อาศัยของเราเองโดยที่มูลค่าทรัพย์สินไม่มีตกอีกด้วย

ทั้งนี้ 3 กลวิธีสำคัญในการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ และสามารถสร้างกำไรได้อย่างง่ายๆ มีดังนี้

การลงทุนแบบปล่อยเช่ารายวัน/รายเดือน สำหรับการปล่อยเช่ารายเดือน คีย์หลักสำคัญคือต้องอยู่บนทำเลที่ดีก็จะทำให้ตั้งราคาเช่าที่สูงได้ แต่ที่ควรคำนึงที่สุดคือรายได้จะต้องไม่ต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินกู้กรณีกู้เงินมาลงทุน ส่วนการปล่อยเช่ารายวันนั้น จะใช้ในกรณีที่ทำเลฮ็อตๆ มีคนหมุนเวียนแวะมาพักบ่อยๆ เช่น นักท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นอย่าง AIRBNB ซึ่งช่วยในการหาลูกค้าได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือการใส่ไอเดียในห้องพักของเราก็จะช่วยเพิ่มแรงดึงดูดให้กับผู้ที่จะมาพักได้
การลงทุนแบบซ่อมแล้วขายต่อ คีย์หลักของการลงทุนแบบนี้คือ เบื้องแรกจะต้องได้ทรัพย์มาในราคาที่ถูกมากๆ ก่อน แล้วเมื่อเราลงทุนด้วยการปรับปรุงซ่อมแซมให้น่าอยู่ ด้วยวัสดุคุณภาพดีในราคาไม่แพงมากนัก ก็จะสามารถทำกำไรจากการลงทุนนี้ได้
การลงทุนแบบเก็งกำไร กรณีนี้ส่วนใหญ่จะเน้นการซื้อใบจองแล้วปล่อยขายทำกำไร ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดที่จะสร้างกำไรได้ คือจะต้องมีทำเลที่มีศักยภาพเพียงพอ หรือตัวโครงการที่ลงทุนไปนั้นมีชื่อเสียง มีประสบการณ์เพื่อเรียกความสนใจของผู้ซื้อได้

แต่การตัดสินใจเลือกอสังหาริมทรัพย์ว่าจะเป็นที่ไหนที่จะสร้างกำไรและตอบโจทย์ชีวิตได้ดีที่สุด จุดสำคัญอยู่ที่การเลือก “ทำเล” หรือ โลเคชั่น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการลงทุนแบบซื้อมาขายไป ลงทุนปล่อยเช่า หรือแม้แต่เพื่อการอยู่อาศัยเอง เรื่องการเลือกโลเคชั่น เป็นปัจจัยสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ของการเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ และสำหรับกรุงเทพฯ นั้น โลเคชั่นที่ได้ชื่อว่าเป็นทำเลทอง ที่แม้จะแพงแต่สร้างกำไรเกินคุ้มให้กับกับผู้ซื้ออย่างแน่นอน ได้แก่ สาทร-สีลม, สุขุมวิท, สยาม (ราชเทวี), รัชดา และลาดพร้าว-จตุจักร ซึ่ง 5 ทำเลนี้แม้แต่นักลงทุนต่างชาติก็ทราบดีว่าเป็นพื้นที่ที่น่าลงทุนเป็นอย่างยิ่ง

WordPress ออกเวอร์ชัน 4.7.3 แล้ว ควรอัพเดตทันที

WordPress ซึ่งเป็น CMS ยอดนิยมออกเวอร์ชันใหม่ (4.7.3) เพื่อแก้ไขช่องโหว่ทางด้านความมั่นคงปลอดภัยในเวอร์ชัน 4.7.2 และเวอร์ชันก่อนหน้านั้นแล้ว

ช่องโหว่ที่ถูกแก้ไขได้แก่

Cross-site scripting (XSS) ผ่านทาง metadata ของไฟล์ (แจ้งโดย Chris Andrè Dale, Yorick Koster, and Simon P. Briggs)
การใช้ control characters เพื่อหลบหลีกการตรวจสอบ redirect URL (แจ้งโดย Daniel Chatfield)
การลบไฟล์โดยไม่ตั้งใจของผู้ดูแลระบบจากการใช้ปลั๊กอินสำหรับการลบไฟล์ (แจ้งโดย xuliang)
Cross-site scripting (XSS) ผ่านทาง URL ของ YouTube แบบฝัง (แจ้งโดย Marc Montpas)
Cross-site scripting (XSS) ด้วย taxonomy (แจ้งโดย Delta)
Cross-site request forgery (CSRF) ในฟังก์ชัน Press This ที่ทำให้มีการใช้งานทรัพยากรของเครื่องเป็นปริมาณสูงมาก (แจ้งโดย Sipke Mellema)

การอัพเดตสามารถทำได้โดยการดาวน์โหลด WordPress 4.7.3 หรือเข้าไปคลิก “Update Now” ใน Dashboard ได้เลย

ที่มา – WordPress 4.7.3 Security and Maintenance Release