คลังเก็บรายเดือน: ตุลาคม 2016

แบรนด์ต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับการสร้างเอกลักษณ์

เวลานี้หากจะบอกว่า ธุรกิจควรแข่งขันด้วยราคาอย่างเดียวก็อาจไปไม่รอด เพราะเมื่อมีการหั่นราคากันเกิดขึ้น ก็ส่งผลให้คุณภาพสินค้าลดลง จะดีกว่าหรือไม่ถ้าแบรนด์ต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับการสร้างเอกลักษณ์ และแสดงตัวตนของแบรนด์ออกมาให้ชัดเจน เพราะเมื่อแบรนด์มีเอกลักษณ์แล้ว จะส่งผลดีต่อการรับรู้ของผู้บริโภค สร้างความภักดีในกลุ่มลูกค้าเดิม ฉีกตัวเองให้โดดเด่นกว่าแบรนด์คู่แข่ง และที่สำคัญยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้สินค้าและบริการอีกด้วย

ซึ่งเอกลักษณ์ของแบรนด์ในที่นี้ยังรวมถึงองค์ประกอบต่างๆ เช่น โลโก้ สี การออกแบบ สโลแกน และรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ โดยวิธีที่แบรนด์จะแสดงตัวตนของตัวเองออกมาได้ชัดเจน อันดับแรก คุณต้องวิเคราะห์ทิศทางการทำธุรกิจ กลุ่มเป้าหมาย และตลาดเสียก่อน แล้วค่อยเดินหน้าสร้างความแตกต่างให้แบรนด์ นี่คือ 5 วิธีง่ายๆ ในการสร้างเอกลักษณ์ให้แบรนด์ มีดังนี้

1. ค้นหาจุดยืนของแบรนด์

การแสดงจุดยืนของแบรนด์จะเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคอย่างมาก เพราะจุดยืนของแบรนด์คือ ตัวกำหนดทิศทางในการทำธุรกิจ ที่มีไว้เพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างแบรนดืของคุณ กับแบรนด์อื่นในท้องตลาด

2. คำมั่นสัญญา

คำมั่นสัญญาในที่นี้หมายถึง สิ่งที่แบรนด์ต้องการส่งมอบให้ลูกค้า หรือความมุ่งมั่นที่แบรนด์ที่ต้องการให้ลูกค้ารับรู้ ในเวลาเดียวกัน คำมั่นสัญญาเหล่านี้ จะเป็นความคาดหวังของผู้บริโภคที่ต้องการได้รับจากแบรนด์อีกด้วย

3. มีบุคลิกที่ชัดเจน

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าแบรนด์ต้องฉีกตัวเองให้แตกต่าง บุคลิกที่ชัดเจนของแบรนด์นี้เอง ที่จะเป็นตัวบอกทุกอย่าง ถ้าอยากเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากๆ ยิ่งต้องมีบุคลิกที่ชัดเจน และโดดเด่น เช่น แบรนด์ Dove เน้นความบริสุทธิ์ หรือ Harley Davidson จะมีความกบฏในตัวเอง

4. มีเรื่องราว

หนึ่งในการสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์คือ การมีเรื่องราว หรือที่มาที่ไป คุณสามารถแชร์เรื่องราวต่างๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับแบรนด์ได้ เช่น ประวัติการก่อตั้งบริษัท อะไรที่จุดประกายให้เริ่มทำธุรกิจนี้ หรือเรื่องเล่าเกี่ยวกับผลงานที่ผ่านมา

5. มีอัตลักษณ์

โดยทั่วไปแล้ว แบรนด์ที่จะประสบความสำเร็จได้ ต้องมีอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่ง อาทิ ชื่อแบรนด์ สโลแกน คำขวัญ โลโก้ การเลือกใช้สี เป็นต้น

ที่มา : marketingoops

ประเภทของการโอนกรรมสิทธิ์รถมือสอง

ประเภทของการโอนกรรมสิทธิ์รถ – การโอนกรรมสิทธิ์รถนั้นมีหลากหลาย อาทิ การโอนโดยตรง โอนโดยคำสั่งของศาล หรือแม้กระทั่งการโอนรถจากการได้รับมรดก เป็นต้น แต่จะพูดถึงการโอนหลักๆ แค่ 2 ประเภท ที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในการซื้อ – ขายรถยนต์มือสอง คือ การโอนตรง และ การโอนลอย

การโอนตรง คือ การที่ผู้ขาย และผู้ซื้อสามารถไปทำการโอนกรรมสิทธิ์โดยตรงต่อหน้านายทะเบียน

การโอนลอย คือ การที่เจ้าของรถได้ทำการโอนรถโดยไม่ได้ระบุชื่อของผู้รับโอน และยังไม่ได้ไปทำการโอนกรรมสิทธิ์รถโดยตรงต่อหน้านายทะเบียน แต่เมื่อผู้ขายได้รับเอกสารแล้ว ก็ต้องทำการไปโอนกรรมสิทธิ์รถด้วยตัวเอง ซึ่งการโอนลอยส่วนใหญ่จะมักจะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการรถมือสอง เพราะว่าถ้าหากคุณขายรถให้กับเต้นท์รถ หรือโชว์รูม จะต้องทำการเซ็นเอกสารโอนลอย เพราะผู้ขายจะยังไม่ทราบชื่อของผู้ซื้อ แต่ผู้ขายควรระวัง ในกรณีที่เซ็นเอกสารโอนลอย ถ้าหากมีคนนำรถไปทำอะไรที่ไม่ดี คนที่จะถูกตรวจสอบคนแรก คือ ผู้ถือกรรมสิทธิ์รถคนสุดท้ายนั่นเอง

TIPS: ควรตรวจสอบชื่อของผู้ขายในเอกสารทั้งหมดให้ดี ว่าต้องตรงกันทั้งหมด และชื่อของผู้ขายจะต้องเป็นชื่อของผู้มีกรรมสิทธิ์รถคันนั้นเป็นคนสุดท้าย ซึ่งมีข้อควรระวังหลายอย่างสำหรับการโอนลอย

เพิ่มเติม : http://www.fast2car.com/

การผลิตสบู่และอุปกรณ์ทำสบู่

สบู่ธรรมชาติ (soap) เกิดจากการทำปฎิกิริยาทางเคมีระหว่างสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์กับน้ำมันซึ่งอาจจะเป็น น้ำมันพืชหรือน้ำมันสัตว์ก็ได้

การผลิตสบู่ธรรมชาติเป็นการง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อนหากได้ทดลองทำจากจำนวนน้อย ๆ และฝึกฝนไปเรื่อย ๆ ก็จะชำนาญได้ไม่ยากนัก จนถึงขนาดสามารถผลิตเป็นอุตสาหกรรมได้เลยทีเดียว

สบู่ผลิตขึ้นจากส่วนผสมพื้นฐาน 3 อย่าง คือ น้ำ ไลย์ (lay) หรือ โซเดียมไฮดรอกไซด์ และไขมัน (น้ำมัน) เมื่อไลย์ผสมกับน้ำเป็นสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ถูกนำไปผสมกับไขมัน ปฏิกิริยานี้เรียกว่า Saponification ซึ่งจะให้ผลผลิตสุดท้ายที่เป็นส่วนผสมของสบู่ 5 ส่วน และกลีเซอรีน 1 ส่วน

ในสบู่ธรรมชาติกลีเซอรีนที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตสบู่ธรรมชาติจะยังคงอยู่ในสบู่ มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น และทำให้ผิวพรรณนุ่มนวล ในขณะที่สบู่ที่ผลิต โดยโรงงานที่เราซื้อจากร้านค้าและซุปเปอร์มาเก็ดทั่วไปมักจะสกัดเอากลีเซอรีนออกไปเหลือแต่ตัวสบู่ล้วน ๆ ทำให้ไม่นุ่มผิว

กระบวนการที่นำมาแนะนำในการผลิตสบู่ธรรมชาติในที่นี้เป็นกระบวนการผลิตแบบเย็น (cold process method) ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ผลิตสบู่ธรรมชาติในอดีตโดยการนำสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ ผสมลงไปในน้ำมัน แล้วกวนให้จับตัวข้นก่อนที่จะเทลงในแบบให้จับตัวแข็งเป็นสบู่

นอกจากวิธีการผลิตสบู่แบบกระบวนการเย็นแล้ว ยังมีวิธีการผลิตอื่น ๆ อีก เช่น วิธีการผลิตโดยการปั้นด้วยมือ (hand-milled soap) วิธีการผลิตโดยการหลอมแล้วเท (meit and paur) แต่กระบวนการผลิตแบบเย็นจะเป็นวิธีการพื้นฐานก่อนที่จะนำสบู่ที่ได้ไปผลิตเป็นสบู่ด้วยวิธีอื่น ๆ ต่อไป โดยสามารถใส่ส่วนผสมอื่น ๆ เข้าไปเพื่อให้ได้สบู่ตามชนิดและคุณสมบัติที่ต้องการให้สนิท และเก็บไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิดอีกชั้นหนึ่ง

เพิ่มเติม : klinlamun.com

SEO หนึ่งในวิธีการทำการตลาดออนไลน์

ปัจจุบันโลกออนไลน์นั้นไปไกลมาก ทุกอย่างต้องเข้าระบบออนไลน์เกือบทั้งหมด ทำให้การค้นหาสินค้าต่างๆนั้นผ่านอินเทอร์เน็ต จึงทำให้เจ้าของธุรกิจนั้นต้องหันมาใส่ใจในเรื่องการตลาดออนไลน์มากยิ่งขึ้น และนี่ก็เป็นวิธีการทำการตลาดออนไลน์ที่นิยมกันในปัจจุบัน

1. ทำการตลาดผ่านสังคมออนไลน์ หรือ Social Media Marketing (SMM) ข้อดีในการทำการตลาดผ่านสังคมออนไลน์ก็คือสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วทันใจ และเป็นการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดการบอกต่อได้อย่างง่ายดาย เช่น Facebook Fanpage, Twitter Account, Youtube Account, Blog Marketing และอื่นๆ อีกหลายช่องทาง

2. การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการโปรโมทเว็บไซต์หรือร้านค้าออนไลน์ให้ติดอันดับต้นๆ จากการค้นหาด้วย Keyword ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการบริหารจัดการเว็บไซต์หรือ ร้านค้าออนไลน์ทางด้านการตลาดอย่างมืออาชีพนั้นเอง

3. ใช้บริการ Google Adwords เป็นการโปรโมทร้านค้าหรือทำการตลาดอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ช่วยให้โฆษณาร้านโดดเด่นและเพิ่มโอกาสในการคลิกเข้าไปยังเว็บไซต์มากขึ้น

4. ทำการตลาดโดยอาศัยตัวแทนโฆษณา หรือ Affiliate marketing คือสามารถสร้างรายได้โดยไม่ จำเป็นต้องมีสินค้าหรือบริการ และได้ผลตอบแทนเป็นค่าคอมมิสชั่นจากเจ้าของเว็บไซต์

5. โฆษณาตามกลุ่มเป้าหมาย หรือ Contextual Targeting หมายถึงการโฆษณาหรือทำการตลาดกับ กลุ่มเป้าหมายโดยตรง เช่นสร้างโฆษณาที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องตรงความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย หากสินค้าเป็นกลุ่มเครื่องสำอาง อาจนำเสนอวิธีใช้เครื่องสำอางอย่างถูกวิธี แนะนำการแต่งหน้า

6. การใช้ข้อความเป็นตัวโฆษณาเพื่อเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ หรือ Text-Link Ads วิธีทำการตลาดใน รูปแบบนี้ไม่ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกว่าถูกยัดเยียดการโฆษณา

การดูแลเสื้อยืดตัวโปรดของคุณ

ถ้าพูดถึงเสื้อยืดถือว่าเป็นไอเทมโปรดของใครหลายๆคน เพราะด้วยความที่แมทซ์กับอะไรก็ง่าย และที่สำคัญนั้นสวมใส่สบายอีกด้วย ทำให้เสื้อยืดนั้นได้รับความนิยมเสมอมา หลายคนนั้นชอบใส่เสื้อยืด แต่ไม่ทราบวิธีการดูแลรักษา วันนี้เราเลยนำข้อมูลในส่วนนี้มาฝากกันด้วยค่ะ จะมีวิธ๊การอย่างไรบ้างนั้นต้องไม่พลาด

แยกผ้าขาวกับผ้าสีก่อนซัก

ถ้าคุณไม่อยากให้เสื้อตัวเก่งแปดเปื้อน เราขอแนะนำให้คุณแยกผ้าก่อนซัก ผ้าขาวตะกร้านึง ผ้าสีอีกตะกร้านึง หลังจากนั้นให้แช่ผ้ากับผงซักฟอกทิ้งไว้ 20 นาที ก่อนนำไปซัก เราเคยลืมนำเสื้อสีขาว กับสีแดงมาซักด้วยกัน เสื้อสีขาวกลายเป็นสีชมพูเรียบร้อย

เลือกผงซักฟอกแบบถนอมใยผ้า

การเลือกผงซักฟอกสำคัญมาก แนะนำให้เลือกผงซักฟอกแบบที่อ่อนโยนและถนอมใยผ้า บางคนที่รักเสื้อมากๆ หน่อย ก็อาจจะใช้ยาสระผมเด็กในการซัก ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่สะอาด เพราะคุณไม่ได้ไปใส่เข้าป่า เปื้อนโคลนซะที่ไหนกัน

แนะนำให้ซักด้วยมือ

สำหรับคนที่สะสมเสื้อยืดวินเทจ เสื้อทัวร์ของวงต่างประเทศ แน่นอนว่ามันเป็นของหายาก คุณจะดูแลมันแบบส่งๆ ด้วยการโยนลงเครื่องซักผ้าคงไม่ใช่ความคิดที่ดี หากคุณอยากให้เสื้อยืดราคาแพงของคุณอยู่คู่กับคุณไปนานๆ คุณต้องซักมันด้วยมือ ขยี้ให้เบามือ ที่สำคัญคือห้ามบิดผ้า แนะนำว่าให้ขยำให้แห้งแทน ก่อนนำไปตากให้แห้ง

อย่าตากด้วยการใช้ไม้แขวนเสื้อ ข้อนี้สำคัญมาก!

มาถึงขั้นตอนการตากผ้า เป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการถนอมเสื้อยืดของคุณ อย่าใช้ไม้แขวนเสื้อในการตาก เพราะขอบของไม้แขวนเสื้อจะทำให้เสื้อยืดคุณเสียทรง เคยสังเกตเห็นรอยไม้แขวนที่ไหล่ของเสื้อไหม นั่นแหละตัวการที่จะทำให้เสื้อคุณเสียรูปทรงไปหมด เปลี่ยนวิธีการตากใหม่ให้คุณกลับด้านแล้วพาดเสื้อกับที่ราวตากผ้าพอแห้งแล้วก็พับเก็บเข้าตู้ให้เรียบร้อย

การรีดก็สำคัญ

งานสกรีนบนเสื้อยืดของคุณกันความร้อนจากเตารีดได้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นเราแนะนำให้กลับด้านก่อนแล้วค่อยรีด เป็นการป้องกันเสื้อยืดสีดำเป็นรอยปื้น และป้องกันไม่ให้งานสกรีนบนเสื้อละลาย

คนไทยต้องทำงานกี่วันกว่าจะได้ iPhone 7

จากการรายงานพบว่า iPhone 7 มีการใช้อะไหล่จากประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผลิตที่ประเทศจีน แต่อย่างไรก็ตามราคา iPhone 7 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีราคาสูงกว่าสหรัฐอเมริกา เหตุผลดังกล่าวมาจาก ภาษีนำเข้าและอากรต่างๆ

ประเทศไทย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, มาเลเซียและฟิลิปปินส์ที่ยังไม่ประกาศขาย iPhone 7 อย่างเป็นทางการ ผู้ที่มีความคลั่งไคล้ใน Apple พยายามหาซื้อสินค้าจากตัวแทนจำหน่ายที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งรับสินค้ามาจากสิงคโปร์และฮ่องกง จึงทำให้พ่อค้าหัวใสมีการเพิ่มราคา เพื่อเอากำไรกว่า 49%

จากการวิเคราะห์และเก็บของมูลของ iPrice Thailand พบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว คนไทยที่จบใหม่เงินเดือนเฉลี่ย 15,000 บาท จะต้องทำงานกว่า 69 วันเพื่อได้รับเงินเดือนเท่ากับราคา iPhone 7 ที่มีความจุ 128 GB ที่กำลังวางขายในท้องตลาดในขณะนี้ โดยราคา iPhone 7 ความจุ 128 GB วางขายกันอยู่ที่ 42,000 บาท ถึง 49,000 ขึ้นอยู่กับสีของตัวเครื่อง ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวสามารถนำไปใช้จ่ายได้ดังต่อไปนี้ :

ค่าห้องพักขนาดกลางในเขตกรุงเทพชั้นกลางและชั้นนอกเดือนละ 5,000 บาทเป็นเวลากว่า 8 เดือน
ซื้อ Honda Scoopi I Urban Team 2016 จำนวนหนึ่งคัน
ทองรูปพรรณ99% จำนวน 2 เส้น
ข้าวสารกระสอบละ 1,000 บาทจำนวน 44 กระสอบ

เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน คนสิงคโปร์ทำงานเพียง 6 วันเพื่อได้รับเงินเดือนที่สามารถซื้อ iPhone 7 ได้ โดยเฉลี่ยแล้วคนสิงคโปร์ได้รายได้ชั่วโมงละ 610 บาทต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่ามากที่สุดประเทศแถบนี้ และคนเวียดนามจะต้องใช้เวลาสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการทำงานกว่า 103 วัน เพื่อได้รับเงินเดือนที่มีค่าเท่ากับ iPhone 7 นี้ เนื่องจากค่าแรงในเวียดนามต่ำเป็นอันดับสุดท้ายของประเทศในแถบนี้ ซึ่งเฉลี่ยแล้วคนเวียดนามได้ค่าแรงชั่วโมงละ 42 บาทต่อชั่วโมงเท่านั้น

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้า iPhone เข้าประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว คาดว่า iPhone 7 ความจุ 128 GB ราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 30,000 บาท ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นของแต่ละเครือข่าย

ที่มา : iPrice Thailand

หลักในการเลือกเฟอร์นิเจอร์

ถ้าพูดถึงเฟอร์นิเจอร์นั้น ปัจจุบันนี้นั้นมีให้เลือกมากมายหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสไตล์โมเดิร์น สไตล์วินเทจ เป็นต้น แต่การที่เราจะเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่นำมาตกแต่งบ้านในแต่ละครั้งนั้นเราต้องมีหลักการในการเลือกเฟอร์นิเจอร์ เพื่อให้เราได้เฟอร์นิเจอร์ที่ตรงใจและเหมาะกับการใช้งานที่สุด เรามาดูหลักการเลือกกันดีกว่า

– คุณชอบมันจริงๆ หากคุณชอบมันจริงๆ ไม่ว่าจะเจอแบบใดอีกมากมายก็ตามคุณก็ยังชอบแบบนี้อยู่ เฟอร์นิเจอร์นั้นก็ควรเป็นของคุณ

– จะวางที่ใด ถ้าไม่มีพื้นที่ในการวางจริงๆ ก็ยังไม่ควรที่คุณจะซื้อมาเด็ดขาด

– ของชิ้นนั้น เข้ากับของที่มีอยู่ ถ้าดูยังไงก็เข้ากันไม่ได้กับของเก่าที่มีอยู่ ก็ไม่ควรซื้อ ยกเว้นคุณจะต้องการซื้อใหม่ทั้งหมด

– จำเป็นหรือไม่ ความจำเป็นเป็นสิ่งสำคัญ หากไม่มีความจำเป็นจริงๆ ก็มีแต่จะทำให้คุณสิ้นเปลืองเปล่าๆ เผลอๆ ก็ไม่ได้ใช้งานด้วย

– ราคาที่เหมาะสม แม้ว่าของชิ้นนั้นคุณจะชอบมันมากเพียงใด หรือถูกใจมากขนาดไหน แต่หากมีราคาสูงเกินไป หรือแพงกว่าที่ควรจะเป็นมากก็ไม่ควรซื้อนะคะ

– หากตัดใจไม่ซื้อไม่ได้ แสดงว่าคุณอยากได้มันจริงๆ และมันอาจเป็นของหายากที่ถ้าไม่ซื้อคราวนี้แล้วอาจต้องเสียใจไปตลอดชีวิต และคุณสามารถจ่ายมันไหว ก็สามารถซื้อได้

– สามารถเปลี่ยนคืนได้ไหม ของที่คุณซื้อไปคุณต้องเช็คและสอบถามจากพนักงานว่าคุณสามารถเปลี่ยนคืนสินค้าได้ หากมีข้อบกพร่องหรือชำรุด หรือคุณรู้สึกไม่พอใจหลังจากการใช้งาน

– สามารถอยู่กับบ้านได้ทุกยุคทุกสมัย เพราะบ้านและสไตล์ต่างๆ อาจเปลี่ยนไป หากของสิ่งนั้น สามารถเข้ากับบ้านได้ทุกแบบ และมองอย่างไรก็ไม่เบื่อ ก็สมควรที่จะซื้อ

– มีอะไรที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษไหม เฟอร์นิเจอร์บางชิ้นหรือของบางอย่างต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้งานสูง เวลานั่งต้องระมัดระวัง ห้ามวางของร้อนไว้ใกล้ๆ ห้ามทำน้ำหกใส่เพราะมันจะทำให้ผิววัสดุเสียหาย ถ้าเฟอร์นิเจอร์ของคุณเข้าข่ายแบบนี้ เราไม่แนะนำให้คุณซื้อเพราะมันจะเพิ่มความปวดหัวให้กับคุณ เนื่องจากคุณจะต้องเอาใจใส่และดูแลมันเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ควรมีการวางแผนมาก่อน ว่าคุณต้องการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์แบบใด ให้กับห้องใด และมีสเปคอย่างไร รวมถึงสืบหาราคาที่มีความเหมาะสม ก็จะได้ของที่ถูกใจ และดีที่สุดสำหรับคุณ