คลังเก็บรายเดือน: กุมภาพันธ์ 2017

7 โอกาสทำธุรกิจสำหรับคนที่คิดว่า VR ไม่ได้มีดีแค่ไว้เล่นเกม

เทคโนโลยี Virtual Reality หรือ VR หลายคนคงทราบดีว่าคือ เทคโนโลยีที่ช่วยสร้างภาพเสมือนจริง ซึ่งในปัจจุบันเน้นนำระบบ VR มาใช้ในการเล่นเกมและบอกตรงๆ ว่า สนุกกว่าการเล่นเกมปกติ เพราะเหมือนคนเล่นเกมได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริง ไม่ใช้สลิง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน (เกี่ยวกันมั้ย???)

แต่ในความเป็นจริงแล้ว VR สามารถทำอะไรได้มากกว่าแค่การเล่นเกม เพราะด้วยความสามารถในการสร้างภาพเสมือนจริง ทำให้หลายคนเริ่มเห็นศักยภาพของ VR ที่เป็นมากกว่าอุปกรณ์สำหรับเล่นเกม โดยเฉพาะแนวความคิดในการนำ VR มาสร้างธุรกิจหรือส่งผลให้เกิดธุรกิจ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า นี่จะเป็น 7 รูปแบบธุรกิจที่เกิดจากอุปกรณ์ VR

1. ซอฟท์แวร์สำหรับ VR

ด้วยอัตราการเติบโตของอุปกรณ์ VR อย่างรวดเร็ว ซึ่งสวนทางกับซอฟท์แวร์ที่จะนำมาใช้กับ VR โดยเฉพาะซอฟท์แวร์ด้านการศึกษา โดยแนวโน้มการเติบโตของ VR จะยังคงเติบโตต่อเนื่องไปอีกหลายปี ดังนั้นความต้องการซอฟท์แวร์เพื่อนำมาใช้กับ VR จึงยังคงมีความต้องการสูง นี่ยังไม่นับรวมซอฟท์แวร์เพื่อนำ VR ไปใช้ในทางธุรกิจ อาทิ VR สำหรับดีไซน์เนอร์, VR สำหรับบัญชี เป็นต้น

2. วิดีโอ 360 องศา

คอนเท้นต์ในรูปแบบวิดีโอ 360 องศา ถือได้ว่าเป็นคอนเท้นต์ยุคแรกเริ่มสำหรับเทคโนโลยี VR ซึ่งในช่วงเริ่มต้นต้องยอมรับว่าอุปกรณ์ VR มีราคาค่อนข้างสูงมาก จึงยังไม่เป็นที่แพร่หลายมาก นั่นทำให้คอนเท้นต์วิดีโอแบบ 360 องศายังไม่เป็นสิ่งที่สร้างรายได้ จนเมื่ออุปกรณ์ VR เริ่มแพร่หลายมากขึ้น ราคาลดลงใครๆ ก็สามารถมีไว้ในครอบครองได้ จึงมีความต้องการคอนเท้นต์วิดีโอแบบ 360 องศาเพิ่มมากขึ้น ก็อยู่ที่ว่าใครจะสามารถ Create รูปแบบวิดีโอ 360 ที่น่าสนใจและมีความแตกต่างกันออกไป

3. นักออกแบบ UI/UX

ในอนาคตเมื่อ VR ก้าวเข้ามาสู่ช่องทางการตลาด การสร้างระบบให้ผู้ใช้สามารถมีส่วนร่วมใน VR ถือเป็นเรื่องสำคัญ นั่นจึงทำให้เกิดการออกแบบสำหรับรูปแบบการติดต่อกับผู้ใช้ที่น่าสนใจ (User Interface – UI) ซึ่งช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้ (User Experience – UX) นั่นจะช่วยให้ผู้ใช้เกิดประสบการณ์ใหม่เกี่ยวกับแบรนด์ที่ใช้ VR ที่สำคัญยังจะตามมาด้วยการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ VR ในการโฆษณาแบรนด์นั้นๆ

4. VR บำบัดจิต

ไม่เพียงแต่ VR จะสามารถนำไปใช้ในการเล่นเกมและเป็นช่องทางหนึ่งในการสื่อสารกับผู้บริโภคแล้ว VR ยังสามารถกลายเป็นเครื่องมือทางการแพทย์รูปแบบหนึ่ง โดยในสหรัฐฯ มีการใช้ VR บำบัดอาการป่วยทางจิตที่เกิดจากการประสบเหตุการณ์ร้ายแรง (Post Traumatic Stress Disorder – PTSD) ซึ่งมีอยู่ 7.8% ของประชากร และบำบัดอาการวิตกกังวลถึง 18% ของประชากรสหรัฐฯ จากการทดลองพบสามารถบำบัดให้อาการทางจิตลดลงได้ ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้การซอฟ์แวร์ที่เหมาะสมและเป็นหน้าที่ของนักพัฒนาซอฟท์แวร์

5. ช่วยเหลือผู้ติดยา

เป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับ VR เมื่อมีความเชื่อว่าเทคโนโลยี VR สามารถบำบัดผู้ติดยาเสพติด ซึ่งจากบทความในปี 2014 ของทาง BBC ชี้ว่าความเสมือนจริงมากๆ ของ VR เป็นลักษณะหนึ่งของการเสพติด ผู้เล่นจะเข้าสู่โลกเสมือนจนลืมโลกความเป็นจริงแต่ไม่ทำร้ายร่ายกาย จึงเริ่มมีแนวความคิดในการบำบัดผู้ติดยาเสพติด โดยปรับเปลี่ยนให้หันมาติด VR แทนและลืมเรื่องการเสพติด โดยเน้นคอนเท้นต์ที่เป็นการถ่ายทอดสดเพื่อให้ผู้บำบัดใช้ชีวิตในโลก VR ใกล้เคียงกับโลกความเป็นจริง นั่นสิ่งที่นักออกแบบ VR จะต้องออกแบบ

6. ชำระเงินในโลกเสมือนจริง

นอกจากจะสามารถใช้ VR เป็นช่องทางในการสื่อสารกับผู้บริโภคแล้ว ยังสามารถนำ VR มาเป็นหนึ่งในช่องทางการชำระเงิน ทั้งนี้มีความพยายามในการสร้างการซื้อขายเสมือนจริง โดยระบบดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการใช้เงินในรูปแบบดิจิทัลชำระแทนเงินจริงหรือบัตรเครดิต ซึ่งเงินในรูปแบบดิจิทัลที่รู้จักกันดีคือเงินในรูปแบบ BitCoin แต่ปัญหา ณ ปัจจุบันนี้คือหลายประเทศยังไม่ยอมรับในเงินดิจิทัลรูปแบบนี้ แต่ในระยะเวลาไม่นานนี้การซื้อขายและชำระเงินผ่านโลกเสมือนจริงน่าจะเกิดขึ้นได้ เมื่อ Alibaba ดำเนินการเปิดตัวการชำระเงินผ่านระบบ VR แล้ว

7. ที่ปรึกษาทางกฎหมายของ VR

ส่วนหนึ่งที่ VR จะต้องนึกถึงคือในโลกเสมือนจริงนั้นไม่มีกฎหมายเข้ามาควบคุม แน่นอนว่ากฎหมายในโลกความเป็นจริงไม่สามารถเข้าไปดำเนินการในโลกเสมือนจริงได้ แต่ในอนาคตเชื่อว่าจะเกิดการโฆษณาในโลกเสมือนจริง ซึ่งจะการนำเสนอคอนเท้นต์หรือโลกโก้สินค้าหรือแบรนด์ในโลกเสมือนจริง และอาจนำมาซึ่งการก็อปปี้คอนเท้นต์ โลโก้หรือแบนด์นั้นๆ สู่โลกความเป็นจริง ธุรกิจด้านที่ปรึกษาทางกฎหมายสำหรับ VR จึงมีส่วนสำคัญในการป้องกันการละเมิดต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อโลกความเป็นจริง

Source : Emtrepreneur

ระยะทางกับการขนส่งของรถรับจ้าง

การเดินทางทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในรูปแบบใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการใช้บริการรถโดยสารหรือขับรถส่วนตัวก็จะต้องมีการวางแผนก่อนออกเดินทางทุกครั้ง จะต้องมีเป้าหมายทุกครั้งก่อนที่จะออกเดินทาง เพราะการวางแผนก่อนออกเดินทางจะทำให้ประหยัดทั้งเวลาและประหยัดทั้งน้ำมัน ถือว่าเป็นประโยชน์สูงสุดของผู้ขับขี่ที่ต้องพึงระลึกถึงอยู่เสมอ

ระยะทางกับการขนส่งของรถรับจ้างก็เช่นกัน ก่อนที่ผู้ขับรถจะออกรถก็จะต้องมีการวางแผนและศึกษาเส้นทาง ศึกษาถึงรายละเอียดของระยะทางที่จะต้องเดินทางไป ไม่ว่าจะไปจังหวัดใด จะต้องบอกได้ว่าเส้นทางจะต้องเดินทางไปไหน มีลักษณะของถนนเป็นอย่างใด ลักษณะของภูมิประเทศเป็นอย่างไร เป็นภูเขาหรือพื้นที่ราบ ซึ่งการศึกษาถึงข้อมูลของเส้นทางเหล่านี้ก่อนจะทำให้เรามีความปลอดภัยไม่หลงทาง เผื่อเกิดอุบัติเหตุหรือสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้นก็สามารถที่จะแก้ไขสถานการณ์ได้

และเมื่อออกเดินทางแล้วก็จะต้องมีการผ่านด่านชั่งน้ำหนัก ซึ่งผู้ขับรถรับจ้างจะทราบเป็นอย่างดี เนื่องจากจะต้องมีการชั่งน้ำหนักของสินค้าที่บรรทุกอยู่ ว่ามีน้ำหนักเท่าใด สามารถที่จะผ่านถนนเส้นนี้ได้หรือไม่ บางครั้งการขับรถเข้าในเมืองก็เป็นสิ่งที่ผู้ขับรถรับจ้างต้องสังเกต ว่าจะต้องมีการลอดหรือขึ้นสะพานอะไรไหม เพราะบางครั้ง ความสูงของรถ อาจจะผ่านสิ่งกีดขวางเหล่านี้ไม่ได้ส่วนเรื่องราคาในการจัดส่งสินค้านั้น จะขึ้นอยู่กับระยะทางกับการขนส่งของรถรับจ้าง ว่าไปส่งไกลแค่ไหน จำนวนสินค้ามีมาก ต้องใช้รถอะไรในการบรรทุก ต้องมีการคำนวณถึงการเติมน้ำมันรถด้วย อีกทั้งจะต้องบวกค่าเสียเวลาที่ผู้ขับรถได้ขับไปส่งด้วย เพราะบางครั้งจะต้องส่งสินค้าต่างจังหวัด การเดินทางก็จะใช้เวลามาก ทำให้ต้องมีการจ่ายค่าอาหารเพิ่มเติมไปด้วยเช่นกัน

กฎ 5 ข้อของการฉีดน้ำหอมฟีโรโมนที่ถูกต้อง

น้ำหอมฟีโรโมนเป็นสิ่งที่สาวๆหลายคนขาดไม่ได้เลยจริงๆ ยิ่งถ้าวันไหนไม่ได้ฉีดน้ำหอมก่อนออกจากบ้านจะทำให้ความมั่นใจหายไปกว่าครึ่งหรือหมดความมั่นใจไปเลยก็ได้ เป็นธรรมดาค่ะที่กลิ่นหอมๆจะทำให้เรารู้สึกดี รู้สึกมั่นใจ และสามารถบำบัดอารมณ์ได้ด้วย เอาล่ะ..ที่นี้เรามาว่ากันที่เรื่องของการฉีดน้ำหอมกันดีกว่า เป็นเคล็ดลับดีๆจาก Sarah Horowitz ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์น้ำหอม Original Scent จากรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งเธอได้คร่ำหวอดอยู่ในวงการน้ำหอมมายาวนาน เราจึงมั่นใจได้ว่าเคล็ดลับของเธอนั้นสาวๆทั้งหลายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

1. เลือกกลิ่นที่ชอบ

การรู้จักตัวเองและรู้ว่าตัวเองชอบอะไรคือกุญแจสำคัญที่จะนำคุณไปสู่ความสนุกและการเก็บเกี่ยวประสบการณ์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด การหาน้ำหอมฟีโรโมนที่เหมาะกับตัวเองก็เช่นเดียวกัน ถามตัวเองก่อนว่าชอบน้ำหอมกลิ่นแบบไหน เช่น ให้ความรู้สึกสะอาดสดชื่น, ลึกลับน่าค้นหา, หรือหวานประดุจดังอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้ หาน้ำหอมที่ปลุกกระตุ้นตัวตนของคุณออกมา และทำให้คนรอบข้างสามารถรู้สึกได้เช่นกัน อย่าใส่น้ำหอมเพียงเพราะว่ามีคนให้มาเป็นของขวัญหรือรู้สึกว่าเพื่อนคุณใส่แล้วหอมจัง แต่ควรเป็นน้ำหอมที่ฉีดแล้วสามารถสร้างรอยยิ้มให้แก่คุณ และคุณเองก็รู้สึกมั่นใจ

2. ทดลองใช้ก่อน

เคมีในร่างกายคือส่วนผสมสุดท้ายของน้ำหอมทุกชนิด กลิ่นหอมบนร่างกายของเพื่อนสนิทหรือแม้แต่น้องสาวกับแม่ของคุณก็อาจไม่เหมาะกับคุณก็ได้ เราทุกคนต่างมีองค์ประกอบเคมีในร่างกายไม่เหมือนกันและกลิ่นที่เหมาะกับคุณก็ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับคนอื่นๆ ทดลองฉีดลงบนผิวของคุณก่อนและทิ้งไว้อย่างน้อย 20 นาทีเพื่อดูปฏิกิริยาของน้ำหอมกับเคมีในร่างกายของคุณ ดูสิว่าคุณจะยิ้มออกหรือเปล่า

3. อย่าฉีดน้ำหอมใส่ผม

กฎข้อนี้ทำให้ฉันแปลกใจมากเนื่องจากขัดกับสิ่งที่ฉันเคยได้ยินหรืออ่านมาก่อนหน้านี้ หลายคนบอกว่าการฉีดน้ำหอมใส่ผมจะทำให้กลิ่นหอมติดทนนานไปตลอดทั้งวัน แต่อย่าทำแบบนั้นอีกเลย! เพราะน้ำหอมส่วนใหญ่ที่คุณใช้มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ซึ่งจะทำให้เส้นผมของคุณแห้งกร้าน อย่างไรก็ตามจริงอยู่ที่เส้นผมคือสิ่งที่ทำให้น้ำหอมติดทนนานยิ่งกว่าผิวหนังของคุณ (เพราะความร้อนจากร่างกายจะทำให้กลิ่นน้ำหอมจางหายไป) หากคุณต้องการให้ผมมีกลิ่นหอม เราขอแนะนำให้ใช้แชมพูและครีมนวดผมจะดีกว่า จากนั้นชะโลมน้ำมันบริสุทธิ์ลงไป แล้วตามด้วยสเปรย์ฉีดผมพร้อมกับใช้ปลายนิ้วลูบไล้ลงไปตามเส้นผม แค่นี้ผมของคุณก็หอมแล้ว

4. ฉีดทับลงไป

วิธีที่ดีที่สุดในการทำให้กลิ่นหอมติดทนนานไปตลอดทั้งวันคือการฉีดทับลงไป เริ่มจากสบู่อาบน้ำกลิ่นหอมๆ ตามด้วยโลชั่นหรือน้ำมันทาผิวและมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ แต้มน้ำมันบริสุทธิ์ตามจุดชีพจร และปิดท้ายด้วยน้ำหอมกลิ่นโปรดได้เลย

5. เปลี่ยนกลิ่นตามอารมณ์หรือโอกาส

คุณอาจเป็นสาวผู้มีกลิ่นน้ำหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวหรือไม่ก็มีน้ำหอมอยู่แทบล้นตู้ และคงสนุกไม่น้อยที่จะบอกคนอื่นว่าคุณเป็นคนอย่างไรโดยการฉีดน้ำหอมให้ตรงกับอารมณ์หรือโอกาสพิเศษต่างๆ น้ำหอมของคุณคือรูปแบบการแสดงอารมณ์ที่ทรงพลังและสร้างความทรงจำได้ดีที่สุด อย่าพลาดที่จะฉีดน้ำหอม แล้วจงสนุกกับผลลัพธ์ที่ตามมา

การรับจัดสวนบริเวณหน้าบ้าน

การรับจัดสวนหน้าบ้านที่ โปร่ง โล่ง ถือเป็นหลักการสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยในการกระตุ้นโชคลาภของบ้านได้ด้วย สวนบริเวณหน้าบ้าน เป็นลานสะสมพลังให้กับตัวบ้าน เลี่ยงการมีต้นไม้ใหญ่กีดขวางโดยเฉพาะบริเวณหน้าประตูทางเข้าของตัวบ้าน เพราะจะถือว่าขวางกระแสพลังไหลเข้าบ้าน หากต้องการให้มีต้นไม้ เน้นเป็นต้นไม้พุ่มลักษณะไม่สูงมาก หรือหากต้องการมีต้นไม้ใหญ่จริงๆ ก็ควรปลูกอยู่ที่หัวมุมของสวนหน้าบ้าน เพื่อจะได้ไม่ขวางกระแสพลังที่จะส่งเข้าบ้าน ยิ่งหน้าบ้านหรืออาคารของท่านพบกับองศาทิศทางที่ดี การทำบ่อน้ำพุ น้ำล้น น้ำตก หรือบ่อปลาเสริม ก็จะยิ่งช่วยกระตุ้นพลังดีให้ไหลเวียนตลอดเวลา ยิ่งเสริมความเป็นมงคลมากขึ้นไปอีกด้วย และหากบ้านของท่านอยู่ในโครงการจัดสรรหรือทำเลที่เป็นส่วนตัวและปลอดภัย การทำรั้วหน้าบ้านที่ดี ควรมีสัดส่วนของความโปร่งโล่งอยู่พอสมควร ไม่ควรทำรั้วที่ทึบแน่นจนเกินไป เพื่อจะทำให้กระแสพลังดีจากภายนอกยิ่งส่งพลังเข้ามาภายในตัวที่ดินของเราได้สะดวก

เพิ่มเติม : http://unseengardenthailand.com/

พฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงวันวาเลนไทน์

มาสเตอร์การ์ด เผยผลสำรวจการให้ความสำคัญในการใช้จ่ายของผู้บริโภคปี 2559 ที่แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงวันวาเลนไทน์ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยผลสำรวจในประเทศไทยอิงกับการสำรวจการให้ความสำคัญในการใช้จ่ายของผู้บริโภคในครึ่งหลังของปี 2559 โดยการสำรวจดังกล่าวได้สอบถามถึงแผนการใช้จ่ายระหว่างช่วงวันวาเลนไทน์กับผู้ตอบแบบสอบถาม 8,779 คน ที่มีช่วงอายุระหว่าง 18 – 64 ปีจาก 17 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า กว่า 69% ของคู่รักในประเทศไทยวางแผนที่จะฉลองวันวาเลนไทน์ที่ร้านอาหาร ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และคู่รักชาวไทยยังเป็นคู่รักที่โรแมนติกมากที่สุดเป็นอันดับที่สองรองจากคู่รักในประเทศจีน (75%) เนื่องจาก 74% ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยยอมรับว่าตนวางแผนซื้อของขวัญให้กับคู่รัก

ของขวัญวันวาเลนไทน์ที่คนไทยนิยมซื้อมากที่สุด

งบประมาณเฉลี่ยที่คนไทยวางแผนใช้จ่ายในช่วงวันวาเลนไทน์อยู่ที่ 4,155 บาท โดย 35% ตั้งใจจะซื้อดอกไม้ให้เป็นของขวัญ ตามด้วยเครื่องประดับ 26% และเครื่องหนัง 18% นอกจากนี้ คนไทยกว่า 49% ยังมองว่า วันวาเลนไทน์เป็นวันที่ดีที่สุดสำหรับการขอแต่งงานหรือการตกลงแต่งงานอีกด้วย

และการสำรวจจากมาสเตอร์การ์ดยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับความชอบที่แตกต่างกันในวันวาเลนไทน์ ของคู่รักในชาติต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิก อาทิ คู่รักในประเทศอินโดนีเซียกว่า 85% ไม่นิยมซื้อของขวัญให้แก่กันและมักจะใช้เวลาอยู่เช่นเดียวกับ 80% ของคู่รักชาวเมียนมาร์ซึ่งวางแผนที่จะอยู่ที่บ้านในวันสำคัญแห่งความรักนี้ ในส่วนของคู่รักชาวญี่ปุ่น 56% และเกาหลีใต้ 40% ยังคงมองว่าการให้ช็อคโกแลตและขนมเป็นของขวัญที่ยอดนิยม ส่วนชาวพม่านิยมมอบเครื่องแต่งกายและเครื่องหนังแก่คู่รักของตนในวันแห่งความรัก

ติดตาม MarketingOops

ลักษณะของเครื่องผลิตออกซิเจน

เครื่องผลิตออกซิเจน ทางการแพทย์หมายถึง เครื่องผลิตหรือแยกออกซิเจนออกมาจากอากาศ ฉะนั้นอากาศที่ออกมาจากเครื่องผลิตออกซิเจนจะมีความเข้มข้นของออกซิเจนมากกว่าในบรรยากาศทั่วไป เช่น ออกซิเจนสำหรับใช้ในทางการแพทย์ โดยทั่วไปใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาทางของระบบทางเดินหายใจ และจำเป็นต้องใช้ออกซิเจนอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน เครื่องผลิตออกซิเจนยังมีแผ่นกรองอากาศ (Air Filter) เพื่อดักจับอากาศเสีย (Inlet) ไม่ให้ปะปนมากับอากาศดี (Outlet)

น้ำที่ใช้สำหรับเครื่องผลิตออกซิเจน แนะนำให้ใช้น้ำที่ปราศจากคลอรีนแล้ว เช่น น้ำกรองจากเครื่องกรองน้ำ และน้ำดื่ม RO (Reverse Osmosis)

ไส้กรองของเครื่องผลิตออกซิเจน แนะนำให้เปลี่ยนเมื่อระยะเวลาครบตามที่เครื่องระบุไว้

เครื่องผลิตออกซิเจนสำหรับใช้ในบ้าน จะมีลักษณะการใช้งานเป็น 2 ลักษณะ

1. เครื่องผลิตออกซิเจนสำหรับผู้ป่วยทั่วไป

2. เครื่องผลิตออกซิเจนสำหรับผู้ป่วยที่เจาะคอ

คำแนะนำในการใช้เครื่องผลิตออกซิเจน ถึงแม้ว่า ในข้อบ่งใช้จะรับุว่าเครื่องผลิตออกซิเจนสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ก็ตาม แต่เครื่องผลิตออกซิเจนทุกเครื่องมีความร้อนสะสม เพราะทำงานต่อเนื่อง เพื่อยืดอายุการใช้งาน ควรพักเครื่องวันละ 1 ชั่วโมง (ถ้าสามารถทำได้)

4 สูตร รักษาโรคเก๊าท์ด้วยสมุนไพร

4 สูตร รักษาโรคเก๊าท์ด้วยสมุนไพร หาง่าย ไม่ต้องซื้อยาราคาแพงๆ

1. สูตรที่ 1 ใบรางจืด 5 ใบ และใบเตย 5 ใบ นำมาล้างให้สะอาด ต้มกับน้ำ 2 ลิตร ดื่มทุกวัน วันละ 1 แก้ว จะช่วยลดหินปูนได้ จึงช่วยได้ทั้งเก๊าท์และรูมาตอยด์

2. สูตรที่ 2 มะละกอดิบ 1 ลูก เอาเมล็ดออก ไม่ต้องปลอกเปลือก ล้างให้สะอาด หั่นเป็นทอนๆ ต้มน้ำ 3 ลิตร ดื่มทุกวัน วันละ 1 แก้ว จะช่วยลดอาการปวดจากข้ออักเสบได้

3. สูตรที่ 3 ตะไคร้ 4-5 ต้น และใบเตย 2-3 ใบ นำมาล้างให้สะอาด หั่นเป็นท่อน ต้มในน้ำสะอาด 2 ลิตร จนเดือดแล้วจึงลดไฟลง ต้มต่ออีก 15 นาที ห้ามเปิดฝาดูโดยเด็ดขาดจนกว่าจะครบ 15 นาที

จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็น ใช้ดื่มแทนน้ำเปล่าติดต่อกัน 1 สัปดาห์ จะล้างกรดยูริคในเลือด สาเหตุของอาการปวดเข่าจากโรคเก๊าท์ได้ดีมากๆ แต่ผลข้างเคียง คือ ทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น จึงควรหลีกเลี่ยงการดื่มก่อนเข้านอน 2 ชั่วโมง

4. สูตรที่ 4 มะรุม โดยนำยอดมะรุมสดๆ 3 ยอด ต้มกับน้ำสะอาด 2 ลิตร ดื่มทุกวัน จะช่วยลดอาการเก๊าท์ได้

เต็นท์โดมได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน

เต็นท์ประเภทนี้ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน เรียกว่ามองไปทางไหนก็จะพบเห็นเต็นท์โดมไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศ รูปทรงของเต็นท์โดมมีลักษณะคล้ายโดมโค้งแบบครึ่งวงกลมคว่ำอยู่กับพื้น ตัวโดมถูกขึ้นรูปด้วยเสาที่ทำจากไฟเบอร์กลาสหรือเสาอลูมินั่ม 2 เส้น ที่ไขว้กันอยู่ หลังคาเต็นท์จะถูกคลุมทับด้วยฟรายชีทหรือผ้าร่มกันฝนอีกชั้นหนึ่ง

ข้อดีของเต็นท์โดมคือกางง่าย ใช้งานสะดวก พื้นที่ใช้สอยภายในเต็นท์มีมากเข้าออกง่าย โปร่ง ระบายอากาศได้ดีทำให้การกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ (condensation) หมดไปเพราะตัวเต็นท์มีการระบายอากาศได้หลายทาง เต็นท์โดมสามารถใช้ได้ทุกฤดูกาลในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อน,หนาว,ฝน สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก เนื่องตัวเต็นท์ขึ้นรูปได้โดยที่ไม่ต้องขึงด้วยเชือกและยึดด้วยสมอบก (Free Standing)

สำหรับข้อด้อยของเต็นท์โดม อาจจะกล่าวได้ว่าไม่มีเลยก็ได้ แต่บางคนอาจจะแย้งว่ามันหนัก น้ำมันซึม สู้ลมแรงไม่ไหว สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถือว่าเป็นข้อด้อยของเต็นท์โดม เพียงแต่เราจะต้องเพิ่มเงินให้มากขึ้นเพื่อซื้อเต็นที่ใช้วัสดุคุณภาพสูง เพราะปัญหาดังกล่าวจะหมดไปเมื่อเราใช้เสาอลูมินั่มที่ใช้ในวงการอากาศยาน คุณภาพของผ้าที่ผ่านการเคลือบอย่างดี รวมไปถึงการเย็บตะเข็บที่ได้มาตรฐาน รวมไปถึงการเคลือบรอยตะเข็บ (Seamseal) ซึ่งสามารถป้องกันการรั่วซึมได้เป็นอย่างดี การสู้ลมแรงสามารถแก้ไขได้ด้วยการเลือกเต็นท์ที่ใช้เสามากกว่า 2 เส้นรวมไปถึงการยึดโยงฟรายชีทให้แน่นหนาก็สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดได้ไม่ยาก แต่ทั้งนี้เราจะต้องแลกด้วยราคาที่สูงกว่าราคาเต็นท์ตามท้องตลาดถึง 3-4 เท่า ซึ่งตรงนี้คือปัญหาที่ทำให้เต็นท์ในเมืองไทยมีข้อด้อย ปัจจุบันบริษัทผลิตเต็นท์ในบ้านเรามีความสามารถผลิตเต็นท์ที่มีคุณภาพเหมือนของต่างประเทศ (มีมาตั้งนานแล้ว) เพียงแต่ที่ไม่สามารถผลิตได้ก็ตรงที่นักท่องเที่ยวบ้านเรานิยมของถูก จึงทำให้การออกแบบและเลือกใช้วัสดุมีข้อจำกัดไปในตัว

10 ข้อคิดเฉียบๆ! “Instagram” ทำเงินพันล้านในปีครึ่งอย่างไร?

ไม่น่าเชื่อว่า Instagram เริ่มสตาร์ทอัพด้วยพนักงานเพียงแค่ 13 คนแต่กลับทำเงินได้พันล้านเหรียญภายในปีครึ่งก่อนที่จะถูก Facebook ซื้อกิจการไป กลายเป็นว่าพนักงานแต่ละคนทำงานให้ Instagram ตกอยู่ที่ 76.9 ล้านเหรียญ อะไรที่ทำให้ Instagram ประสบความสำเร็จ ไปดู 10 ข้อคิดเฉียบๆกัน

1. สตาร์ทอัพที่ดีต้องรู้ว่างานที่ทำ ทำไปทำไม?

ทำธุรกิจทั้งที่ ก็ต้องมีหน้าที่หลายอย่าง แต่ต่อให้มีหน้าที่เยอะจนชวนสับสนวุ่นวายขนาดไหน ก็อย่าลืมว่าที่ก่อตั้งธุรกิจมานั้น ทำไปเพื่ออะไร และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของผู้ก่อตั้ง Instagram อย่าง “เควิน ซิสตรอม” (Kevin Systrom) รู้ตัวดีว่าตัวเองหลงรักรูปโพลารอยด์สุดๆและอยากให้ทุกคนที่มีสมาร์ทโฟนได้ถ่ายรูปโพลารอยด์เก็บไว้

2. ไม่ใช่แค่โฟกัสธรรมดา แต่ต้อง “ลึก”

เพราะ Instagram ต้องการทดสอบการใช้งานกับผู้ใช้งานจำนวนมากให้ไวที่สุดว่ามีอะไรที่ต้องแก้ไขบ้าง และ iPhone ในช่วงปี 2010 ก็มีผู้ใช้งานเยอะ Instagram จึงเริ่มให้บริการใน iPhone แล้วพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ โฟกัสไปที่กระบวนการ Build-Measure-Learn ตามสไตส์การทำสตาร์ทอัพ การทดสอบกับคนจำนวนมากทำให้เจอข้อบกพร่องได้เยอะและเร็ว ทำให้แก้ไขปรับปรุงและได้แอปฯที่ดีขึ้นเรื่อยๆได้เร็วขึ้น

3. อย่าลืมพัฒนาทักษะของตัวเองคู่กับการทำสตาร์ทอัพด้วย

ถึงเควินจะเคยเป็นนักการตลาดให้กับสินค้าของ Google แต่ก็ไม่หยุดหาความรู้ในการทำ Programming และฝึกฝนด้วยตัวเองทุกคืน ต่อให้ฝีมือการทำ Programming ไม่ได้เก่งเตะตาใคร แต่เควินเชื่อว่าทักษะนี้ต้องมีประโยชน์ในการต่อยอดไอเดีย เควินไม่ได้แค่อยากขายของ แต่อยากรู้ลึกรู้จริงว่าของที่เขาขายนั้นทำขึ้นได้อย่างไร และออกแบบของนั้นได้อย่างไร

4. ใช้น้อย แต่ได้มาก

คุณต้องไม่เชื่อแน่ถ้ารู้ว่า Instagram มีพนักงานแค่ 13 คนเท่านั้น สตาร์ทอัพหลายเจ้าอาจคิดว่าต้องจ้างคนให้เร็ว จะได้ขยายสเกลกิจการให้เร็วและยึดส่วนแบ่งการตลาด แต่ Instagram กลับเลือกที่จะจ้างคนพวกวิศวะฯกับคนทำธุรกิจเก่งๆเท่านั้น และโฟกัสทุ่มพลังทั้งหมดไปกับการสร้างแอปฯเจ๋งๆ เพราะการมีพนักงานหลายคนจะทำให้คูณหลุดโฟกัส ดีไม่ดีเป็นภาระด้วยซ้ำสตาร์ทอัพที่ดีจึงต้องใช้คนน้อย ได้ผลมาก

5. คิดให้ใหญ่ แต่ทำให้เล็ก

เควินกล้าที่จะคิดใหญ่ตั้งแต่แรก เขาเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไทม์ในปี 2011 ว่าเขาต้องการสร้าง “เครื่องมือในการสังคมพกพาไปที่ไหนก็ได้” อยากให้เครื่องมือตัวนี้สื่อสารและแบ่งปันให้กับผู้คนได้จริงๆ ถึงเควินจะไม่มีประสบการณ์มาตั้งแต่ต้น แต่แค่มั่นใจก็ชนะไปครึ่งหนี่งแล้ว

6. ก่อนจะคิดถึงรายได้ เป็นห่วงว่าจะมีคนมาใช้ก่อนเถอะ

เริ่มสตาร์ทอัพแบบไม่มีทุนหนุนหลังเลย ฟังดูไม่เข้าท่า แต่ไม่มี “เงิน” ไม่สำคัญเท่าไม่มี “คุณค่า” หรอก ไม่ต้องไปสนว่าคุณจะทำธุรกิจอะไรอยู่หรือมีรายได้เท่าไร่ แต่กิจการของคุณต้องมีลูกค้าจริง มีผู้ใช้งานจริงๆเพราะตราบใดที่คุณมีลูกค้าที่รักแบรนด์ของคุณ คุณรอดตายแล้วล่ะ

7. ความสำเร็จทิ้งร่องรอยไว้เสมอ

เพราะเบื้องหลังความสำเร็จจากการทำเงินพันล้านเหรียญในปีครึ่งนั้น เควินต้องใช้เวลาหลายปีหาความรู้ พัฒนาทักษะ เพิ่มประสบการณ์ ติดต่อบริษัทเทคฯและสตาร์ทอัพหลายเจ้า ไม่เว้นแต่ Google Microsoft และ Twitter ทำสตาร์ทอัพล้มเหลวไม่รู้กี่ครั้ง

จนได้รับบทเรียนจากความผิดพลาดมากพอจนสร้างกิจการอย่าง Instagram ได้

8. ขยายเครือข่าย เพิ่มคนรู้จัก

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจาก Instagram ให้บริการ ระบบก็ไม่สามารถรองรับผู้ใช้งานนับพันจนระบบล่ม โชคดีที่เควินรู้จักกับ Adam D’ Angelo ที่เขาเคยเจอกันในงานปารตี้ตอนใช้ชีวิตด้วยกันในสแตนฟอร์ด เควินโทรหาให้เขาช่วย สุดท้ายไม่ใช่แค่กู้ระบบได้ แต่เพื่อนที่เควินรู้จักยังจัดเงินทุนเพิ่มให้ Instagram อีกด้วย และต่อมามีคนใน Google แนะนำเควินให้รู้จักกับนักลงทุนอย่าง Marc Andreessen แห่ง Andreessen Horowitz ทำให้เควินได้เงินทุนไปอีก 250,000 เหรียญ

9. รู้ว่าอะไรที่ “เวิร์ค” ได้ผล

ก่อนที่เควินจะมาทำ Instagram เควินเคยให้บริการอัพเดทตำแหน่งที่เราเคยไป มีระบบคล้ายๆกับ “Foursquare” แต่ต่อมาเควินกับเพื่อนผู้ร่วมทีม กลับไปสะดุดตากับไอเดียของ Burbn ที่มีฟังก์ชั่นแชร์รูปภาพ ทำให้เควินกับเพื่อนรู้เลยว่าฟังก์ชั่นตัวนี้มัน “เวิร์ค” แน่ๆ ต่อมาเควินกับเพื่อนจึงพัฒนา Instagram โดยเน้นการถ่ายและแชร์รูปภาพง่ายๆเป็นหลัก และเอาฟังก์ชั่นระบุตำแหน่งเป็นเรื่องรองในเวลาต่อมา จนกลายเป็น Instragram ในปัจจุบัน

10. ชื่อสินค้าต้องสะท้อนเป้าหมาย

ไหนๆก็เน้นถ่ายรูปมากกว่าระบุสถานที่ ชื่อแอปฯก็ต้องเปลี่ยนด้วย ซึ่งก่อนที่จะใช้ชื่อ Instagram เควินและเพื่อนก็ใช้ชื่อว่า “Burbn” ซึ่งเป็นชื่อที่ไม่ได้สะท้อนความสามารถของตัวแอปฯเกี่ยวกับ “รูปภาพ” เลย การใช้ชื่อ Instagram จึงสื่อความหมายว่า “รูปภาพเจ๋งๆที่แชร์ต่อกันได้ทันที” นั่นเอง

แหล่งที่มา

http://knowstartup.com/2016/12/10-success-lessons-kevin-systrom-instagram-founder-for-entrepreneurs/

การเลือกวัสดุมุงหลังคาก็ช่วยบ่งบอกสไตล์ของบ้าน

การเลือกวัสดุมุงหลังคาก็ช่วยบ่งบอกสไตล์ของบ้านและเจ้าของบ้านได้เช่นกัน ในปัจจุบันวัสดุที่นิยมใช้มุงหลังคามากที่สุดก็คือ กระเบื้องหลังคา เนื่องจากมีรูปลักษณ์และคุณสมบัติที่เหมาะสม มีรูปแบบให้เลือกหลากหลายเข้ากับบ้านได้ทุกสไตล์ อาทิ บ้านสไตล์โมเดิร์นทันสมัย ก็ควรเลือกใช้กระเบื้องมุงหลังคาแผ่นเรียบที่มีลักษณะเป็นเส้นตรงดูโมเดิร์นให้เข้ากับตัวบ้าน หากสไตล์บ้านออกแนวร่วมสมัย สามารถเลือกใช้หลังคาเป็นลอนโค้งเพิ่มความคลาสสิกให้กับบ้าน หรือถ้าหากบ้านสไตล์ธรรมชาติ ลองเลือกหลังคารูปลักษณ์และสีสันคล้ายกับปีกไม้ก็จะยิ่งช่วยสร้างบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น

แต่ถ้าแยกย่อยลงไปอีกก็จะพบว่ากระเบื้องหลังคา แต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายดังต่อไปนี้

กระเบื้องคอนกรีตหรือกระเบื้องซีเมนต์ พบเห็นกระเบื้องหลังคาประเภทนี้ได้เยอะที่สุด ในหลังคาของบ้านพักอาศัย เนื่องจากมีความแข็งแรงและสวยงาม แต่มีน้ำหนักมาก จึงต้องใช้โครงหลังคาเหล็กที่มีความแข็งแรงเพี่อรองรับน้ำหนักของตัววัสดุ

กระเบื้องดินเผา ส่วนใหญ่เห็นในหลังคาอาคารที่มีลักษณะความเป็นไทย เช่น เรือนไทย วัด โบสถ์ ผลิตจากดินเหนียวผสมน้ำ นวดให้เข้ากันจนได้ที่แล้วนำไปขึ้นรูปและเผาไฟจนได้แผ่นกระเบื้องที่มีความแข็งแรง นำไปมุงหลังคาได้ มีทั้งแบบเคลือบและไม่เคลือบน้ำยา

กระเบื้องไฟเบอร์ซีเมนต์ บางคนอาจคุ้นกับคำว่า กระเบื้องลอนคู่มากกว่า แต่ก็คือกระเบื้องหลังคาชนิดเดียวกัน ปัจจุบันกระเบื้องหลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์เกือบทุกยี่ห้อจะไม่มีใยหินเป็นส่วนประกอบและมีความแข็งแรงทนทานมากกว่ากระเบื้องไฟเบอร์ซีเมนต์ในอดีต รวมทั้งมีสีสันให้เลือกมากและราคาไม่แพง จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

หลังคาเซรามิก ยังคงเป็นหลังคาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับบ้าน เพราะตัวเซรามิก มีความมันวาว จึงโดดเด่นในด้านความสวยงามของรูปลอนและความสวยเนียนของสีที่เคลือบบนผิวของหลังคา โดยเฉพาะเมื่อแสงแดดจากพระอาทิตย์สาดส่อง ตัวหลังคาเซรามิกสามารถ สะท้อนสีสันบนผิวออกมาอย่างชัดเจน ทำให้บ้านดูสวยงาม ตัวเซรามิกเองก็มีความทนทานป้องกันความร้อนได้ดี

นอกจากนี้ยังมีวัสดุมุงหลังคาประเภทต่าง ๆ เช่น แผ่นโพลีคาร์บอเนต ซึ่งเป็นแผ่นพลาสติก โปร่งแสง ใช้ทำหลังคาหรือกันสาดให้แสงสว่างส่องผ่านได้ หรือหลังคาที่เลียนแบบวัสดุธรรมชาติ เช่น ทางมะพร้าว ใบจาก ผลิตจากวัสดุสังเคราะห์แต่มีสีสันและพื้นผิวสัมผัสคล้ายกับวัสดุธรรมชาติ