คลังเก็บรายเดือน: กรกฎาคม 2017

สุดยอด Social Community Manager ต้องมีทักษะอะไรบ้าง

การสร้าง Social Media ของแบรนด์ขึ้นมานั้นไม่ใช่แค่การสร้างอีกต่อไป หรือมาใช้แค่สื่อสรออกไป เหมือนการทำโฆษณา แต่เป็นการสร้างชุมขนของคนที่ติดตามแบรนด์หรือสนใจแบรนด์เข้ามา เพราะฉะนั้น Social Media ของแบรนด์ไหนที่ทำดี ๆ นั้นย่อมจะเห็นปฏิสัมพันธ์ที่โต้ตอบหรือพูดคุยกันใน account นั้นอย่างมาก มีการปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันตลอดเวลา แต่ถ้า social media account ไหนที่ไม่ได้สนใจ เรามักจะเห็นยอด Likes ที่มหาศาล แต่ยอดปฏิสัมพันธ์หรือคนเข้ามาพูดคุยกันนั้นแทบไม่มี สิ่งที่แตกต่างกันคือการที่คิดว่า social media ที่ทำนั้นทำหน้าที่อะไร ถ้าแบรนด์ที่ใช้เครื่องมือได้ถูกต้องจะคิดว่านี้คือช่องทางในการสร้างฐานชุมชนของแบรนด์ขึ้นมา ซึ่งหน้าที่นี้จะตกกับคนในตำแหน่งที่เรียกว่า Community Manager หรือคนที่ดูแลว่าชุมชนนี้จะเติบโตอย่างไร

Community Manager หรือคนที่ดูแล community นี้แบรนด์ส่วนใหญ่มักจะใช้กันผิดวิธีไปเป็นการทำ Crisis Management ซะส่วนใหญ่ แต่หน้าที่จริง ๆ แล้วของ Community Manager ไม่ใช่แค่การดูแลเวลาวิกฤตของแบรนด์ แต่เป็นการสร้างตัวตนของแบรนด์เข้าไปอยู่ในชุมชน ทำให้คนในชุมชนรู้สึกดีกับแบรนด์ มีการพูดคุยในทางบวก และทำให้ชุมชนของแบรนด์นั้นแข็งแรงมากขึ้น ทั้งนี้การทำ Community management นี้คนที่เป็น Community Manager นั้นต้องมีทักษะหลาย ๆ อย่างเพื่อทำงานให้ได้ดีและทำให้ชุมชนที่ผู้บริโภคมาติดตามนั้นมีความสุขกัน ซึ่ง Skills ที่คนอยากเป็น Community Manager ที่แข็งแกร่งควรมีดังนี้

1. ตั้งเป้าหมายแบบ Quality และ Quantity ได้

เหมือนการทำการตลาด การตั้งเป้าหมายนั้นเป้นเรื่องสำคัญในงานที่จะบอกได้ว่างานที่ทำนั้นดีหรือไม่ดีออกมา และการตั้งเป้าหมายนั้นทำให้คนทำงานรู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้างอีกด้วย ทั้งนี้คนทำ Community manager ที่ดีต้องสามารถต้องเป้าหมายที่อยากจะให้แบรนด์ไปและบริหารจัดการแบบคิดนอกกรอบ เช่นแทนที่จะวัดตัวเลขตอบโตที่เป็นปริมาณ ก็มาวัดว่า sentiment ของแบรนด์นั้นดีหรือไม่ดี หรือการดูว่า Community Manager เข้าไปตอบคำถามหรือความคิดเห็นต่าง ๆ แล้วสามารถสร้างสัมพันธ์กับแฟนได้แน่นแฟ้นแค่ไหน

2. สร้างแบรนด์ให้กลายเป็นคน

สิ่งหนึ่งที่ Community Manager ต้องทำได้ดีคือการสามารถแปลงแบรนด์นั้นให้มีความเป็นมนุษย์ให้ได้ เพระาต้องมองว่าช่องทาง Social media คือช่องทางการเชื่อมสังคมการสื่อสารแบบประกาศนั้นไม่มีใครสนใจ เพราะฉะนั้นคนทำ Community Manager นี้ต้องเข้าใจว่าจะทำให้ Content ตัวเองมีชีวิตได้ยังไงในชุมชนหรือใช้ Content แบบไหนที่จะทำให้เกิดการพูดคุยขึ้นมาได้ และเกิดปฏิสัมพันธ์แบบมนุษย์กลับมาได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ๆ ในประเทศไทยคือ KFC ที่สามารถทำให้แบรนด์กลายมามีความเป็นมนุษย์และสื่อสารได้อย่างสนุกกับคนที่มาอยู่ account ตัวเอง

3. แก้ปัญหาได้ก่อนที่มันจะเป็นปัญหา

คนที่ทำ Community Manager นั้นทักษะอย่างหนึ่งที่จำเป็นคือการสังเกตุเห็นความผิดปกติว่าน่าจะเริ่มเกิดความผิดปกติอะไรเกิดขึ้นมาได้ โดยเฉพาะพวกแบรนด์ Consumer ที่ลูกค้าชอบเข้ามาร้องเรียนผ่าน Social Media ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นคนทำ Community Manager ต้องมีทักษะในการสังเกตุการเปลี่ยนแปลงว่าข้อความที่ลูกค้าโพสนั้นกำลังจะเป็นปัญหาหรือไม่ และแก้ปัญหานั้นก่อนที่จะลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา อย่าคิดแก้ปัญหาในกรอบเช่นการเข้าไปตอบ แต่ต้องคิดว่าจะให้บริการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดอย่างไร

4.ดูว่าการพูดคุยใน Social เป็นอย่างไร

Community Manager ที่ดีต้องเข้าไปดูอารมณ์ที่ปฏิสัมพันธ์กันตลอดเวลา เข้าไปแสกนดูในคอมเมนท์ต่าง ๆ หรือใน #hashtag ที่เกิดขึ้นว่าคนพูดถึงแบรนด์เราอย่างไรบ้าง ในยุคปัจจุบันนั้นทำงานได้ง่ายมากขึ้นเพราะมีเครื่องมืออย่าง Social Listening ที่เข้ามาช่วยจัดการเรื่องพวกนี้ขึ้นมา ซึ่งความสำคัญในการเข้าไปดูคือการที่จะได้ insight ว่าลูกค้าที่พูดคุยแบรนด์นั้นกำลังมีความคิดอย่างไร ต้องการอะไร ซึ่งสามารถเอาใช้งานต่อไปได้ในการสร้างชุมชน

5. เข้าไปปฏิสัมพันธ์กับแฟนตัวจริง

หากดูหลักการความต้องการมนุษย์ของ Maslow การอยากมีตัวจนของมนุษย์นั้นจะเป็นหนึ่งในนั้น การเข้าไปปฏิสัมพันธ์กับคนที่ทำดีต่อแบรนด์หรือเป็นแฟนพันธุ์แท้ของแบรนด์ย่อมทำให้กลุ่มนี้กลายเป็นกระบอกเสียงของแบรนด์หรือคนดูแลแบรนด์ต่อไปได้ นอกจากนี้การเข้าไปในชุมชนแล้วทำการสอนให้คนในชุมชนรุ้ว่า ถ้าคุณทำดีต่อแบรนด์ หรือช่วยแบรนด์ย่อมได้รับสิ่งดี ๆ จากแบรนด์กลับด้วย ทำให้แบรนด์จะได้ชุมชนที่เข้มแข็งและได้ Word of mouth เพิ่มจากแฟน ๆ ของแบรนด์ที่ขยายต่อไปได้ด้วย เป็นการสร้าง Micro Influencer ของตัวเองขึ้นมานั้นเอง

ที่มา : MarketingOops!

ติวสถาปัตย์เบื้องต้นกับการวาดเส้น (Drawing)

ติวสถาปัตย์เบื้องต้นกับการวาดเส้น (Drawing)

เป็นพื้นฐานของการเรียนศิลปะและออกแบบทุกสาขา คนเรียนออกแบบแต่วาดเส้นไม่ได้ ก็วาด “แบบ” ที่อยู่ในหัวออกมาไม่ได้ วาดเส้น (Drawing) เป็นพื้นฐานของการเรียนศิลปะและออกแบบทุกสาขา ถ้าเรา วาดเส้น ไม่เก่ง งานออกแบบหรืองานศิลปะของเราก็มีข้อจำกัด

การวาดเส้น ทำให้เราควบคุมมือได้ดั่งใจ เหมือนเราควบคุมตาของเราได้ดั่งใจไงครับ แค่คิดจะมองไปทางซ้าย ตาก็ทำตาม ไม่ต้องใช้ความพยายาม เมื่อเรามี “แบบ” อยู่ในหัว เราก็สามารถสั่งให้มือวาด “แบบ” ออกมาได้ไม่ผิดเพี้ยน

คนวาดเส้น เก่ง จะมองเห็นรายละเอียดและโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ในหุ่นหรือแบบ เมื่อเห็นแล้วสามารถควบคุมมือให้วาดออกมาได้ วาดเส้นทำให้เราช่างสังเกต มีสมาธิและใจเย็น ขาดคุณสมบัติเหล่านี้เราก็วาดเส้นไม่เก่ง

ผ้า Microfiber คือผ้าตระกูลเส้นใยสังเคราะห์

ผ้า Microfiber คือผ้าตระกูลเส้นใยสังเคราะห์ส่วนใหญ่เป็นวัสดุที่ทำจากโพลีเอสเตอร์ (polyester) ใช้วิธีการหลอมแล้วรีดเส้นใยออกมาจากหัวฉีดที่เรียกว่าสปินเนอเร็ต (spineret) ลักษณะความละเอียดของผ้าขึ้นอยู่กับขนาดรูสปินเนอเร็ตที่ต้องการให้เส้นใยเล็กหรือละเอียดมากน้อยเพียงใดดังนั้นด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันผู้ผลิตสามารถผลิตเส้นใยของผ้าไมโครไฟเบอร์ได้เล็กและละเอียดกว่าเส้นใยที่ได้จากธรรมชาติถึง7-10 เท่า

หน่วยวัดความละเอียดของเส้นใยคือดีเนียร์ (Denier) ซึ่งเป็นมาตรวัดความหนาแน่นมวลเชิงเส้น (Linear mass density) หมายถึงค่าน้ำหนักหน่วยเป็นกรัมต่อเส้นใย (Fibre) ที่มีความยาว 9.0 เมตรยิ่งค่าDenier น้อยยิ่งแสดงถึงความเล็กของเส้นใยโดยทั่วไปเส้นใยที่มีค่าDenier น้อยกว่า1 จัดว่าเป็นไมโครไฟเบอร์

ลักษณะเด่นของไมโครไฟเบอร์

Microfiber เป็นเส้นใยที่เล็กละเอียดมากจึงเป็นผลให้เส้นใยไมโครไฟเบอร์สามารถซอกซอนเข้าถึงรอยแตก/แยกที่เล็กที่สุดบนพื้นผิวได้อย่างง่ายดาย
เส้นใย Microfiber มีโพลีเมอร์อีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่าไลโอฟิลิคซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซับคราบมันทั้งหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไมโครไฟเบอร์แต่ละเส้นมีลักษณะเป็นมุมและมีขอบลิ่มทำให้เกิดชั้นของไมโครไฟเบอร์ที่ลึกและซับซ้อนเพื่อประโยชน์ในการกักเก็บฝุ่นได้ในจำนวนมากจนถึงชั้นในสุดของเส้นใยและเป็นผลให้สามารถเก็บกวาดฝุ่นผงที่มีขนาดเล็กละเอียดมากๆได้อย่างดีเยี่ยมด้วย

ข้อดีของไมโครไฟเบอร์โดยสรุป

มีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดสูงไม่เป็นขนเช็ดลื่นสามารถเช็ดคราบสกปรกให้สะอาดหมดจดในการเช็ดเพียงครั้งเดียว
สามารถใช้ทำความสะอาดฝุ่นที่มีขนาดเล็กมาก (micro-dirt)
มีคุณสมบัติดูดซับได้เป็นอย่างดีและแห้งอย่างรวดเร็วทำให้ไม่เกิดกลิ่นอับชื้น
สามารถใช้ได้กับทุกพื้นผิวแม้ในบริเวณที่ต้องการความละเอียดอ่อนสูง
ไม่ก่อให้เกิดการสะสมของแบคทีเรียและยับยั้งการก่อเกิดราบนใยผ้า
ทนทาน (สามารถซักทำความสะอาดได้มากกว่า300ครั้ง)
สามารถซักได้ในอุณหภูมิ90-95องศาเซลเซียส (ห้ามใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มและสารฟอกขาว)
สามารถหลอมละลายและนำกลับมาใช้งานได้อีกครั้งแม้ว่าจะใช้งานจนเก่าหรือเสื่อมคุณภาพไปแล้วก็ตาม

คำแนะนำเกี่ยวกับการใส่ชุดคลุมท้อง

คุณแม่มือใหม่ที่กำลังตั้งครรภ์คงสงสัยเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับชีวิตประจำวันที่กำลังจะเปลี่ยนไปอยู่ อย่างน้อยก็คงจะเป็นเรื่องรูปร่างที่ขยายใหญ่ขึ้น เสื้อผ้าที่ใส่ก็ต้องเปลี่ยนไปใช้ชุดคลุมท้อง ทั้งยังอาจต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการใส่ชุดคลุมท้องทำงานหรือการเลือกชุดเดรสคลุมท้องให้เหมาะ รวมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับอายุครรภ์ที่เหมาะกับการใส่ชุดคลุมท้อง โดยวันนี้เราก็มีรายละเอียดมาฝากแล้วเช่นกัน

สำหรับอายุครรภ์ที่เหมาะกับการสวมใส่ชุดคลุมท้อง ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับอายุครรภ์ของคุณแม่กันก่อน ซึ่งมีทั้งหมด 9 เดือนด้วยกัน ถูกแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงท้องอ่อน 1-3 เดือนแรก ท้องระยะกลาง 4-6 เดือนและช่วงท้องแก่ 7-9 เดือน ในช่วงท้องอ่อนเป็นช่วงที่รูปร่างคุณแม่ยังไม่เปลี่ยนมากนัก ดังนั้นชุดคลุมท้องอาจยังไม่จำเป็น แต่จะถูกใช้ในช่วง 4-9 เดือนหรือช่วงท้องระยะกลางและท้องแก่ใกล้คลอด โดยในช่วงท้องระยะกลางถ้าหากยังไม่อยากใช้ชุดคลุมท้องก็อาจเลือกเสื้อผ้าตัวใหญ่แทน แต่ให้ระวังช่วงล่างเป็นหลัก หลีกเลี่ยงการใช้กางเกงรัดหน้าท้องแต่ให้รัดใต้ท้องแทน แต่ถ้าหากท้องเริ่มใหญ่มากในช่วงปลายของท้องระยะกลางไปจนถึงช่วงท้องแก่ ก็อาจจำเป็นต้องใช้ชุดคลุมท้องแบบจำเพาะเจาะจง