คลังเก็บรายเดือน: สิงหาคม 2017

7 ประโยชน์ของการใช้ระบบประตูคีย์การ์ดสำหรับห้องพักในโรงแรม

ประเทศไทยเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวที่มีโรงแรมขนาดต่างๆ จำนวนมากมาย การพัฒนาโรงแรมให้มีความทันสมัยและปลอดภัยถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการพิจารณาเข้าพักของนักท่องเที่ยว การเลือกใช้ประตูคีย์การ์ดถือเป็นส่วนหนึ่งที่กลายเป็นความจำเป็นที่ต้องมี เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันให้เทียบเคียงกับโรงแรมอื่นๆ ทั้งนี้การนำระบบประตูคีย์การ์ดมาใช้ในห้องพักของโรงแรมนั้นยังมีประโยชน์ในด้านต่างๆ สำหรับผู้ประกอบการโรงแรมคือ

1.ประหยัดค่าใช้จ่ายการใช้บัตรคีย์การ์ดนั้นมีต้นทุนที่ถูกกว่าการใช้กุญแจแบบเดิม หากลูกค้าที่มาพักในโรงแรมทำบัตรหาย ทางโรงแรมก็สามารถออกบัตรใบใหม่ให้ได้ โดยไม่ต้องคิดค่าบริการเพิ่มจากลูกค้าอีก

2.มีความปลอดภัยบัตรคีย์การ์ดของห้องพักแต่ละห้องนั้นสามารถระบุช่วงเวลาที่สามารถเข้าใช้งานได้ ทำให้มีความปลอดภัยต่อลูกค้าที่เข้ามาพักเป็นอย่างมาก อีกทั้งทางโรงแรมยังสามารถเปลี่ยนรหัสผ่านของบัตรสำหรับการเข้าพักแต่ละครั้งให้แตกต่างกันได้ด้วย

3.สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่โดยทั่วไปแล้วบัตรคีย์การ์ดจะสามารถใช้อ่านเขียนได้นับพันครั้ง ทำให้มีอายุการใช้งานที่ค่อนข้างนาน การนำบัตรคีย์การ์ดกลับมาใช้ใหม่ได้ เป็นการช่วยให้ผู้ประกอบการโรงแรมประหยัดค่าใช้จ่ายอีกทางหนึ่ง

4.สร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยการใช้ประตูคีย์การ์ดกับห้องพักภายในโรงแรม หรือตลอดจนส่วนบริการอื่นๆ ของโรงแรม สามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับโรงแรม ทั้งในด้านความทันสมัย และความปลอดภัย

5.เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการบริการการใช้บัตรคีย์การ์ดสำหรับห้องพัก ทำให้ผู้ให้บริการสามารถเพิ่มจำนวนบัตรคีย์การ์ดให้กับลูกค้าที่มาเข้าพักแบบกลุ่มหรือแบบครอบครัวได้โดยง่าย ถือเป็นการอำนวยความสะดวกและเพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้อีกทางหนึ่ง

6.ใช้เป็นพื้นที่ในการประชาสัมพันธ์เนื่องจากบัตรคีย์การ์ดเป็นบัตรพลาสติคที่สามารถพิมพ์ข้อความลงบนบัตรได้ ผู้ประกอบการโรงแรมสามารถพิมพ์ข้อความประชาสัมพันธ์ลงบนบัตร เพื่อแนะนำบริการต่างๆ ให้กับลูกค้าอ่านได้ เช่น แนะนำห้องอาหาร หรือ บริการต่างๆ ของโรงแรม

7.สามารถเก็บข้อมูลการเข้าพักของลูกค้าเนื่องจากการใช้งานบัตรคีย์การ์ดแต่ละครั้งจะถูกบันทึกข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลของโรงแรมทุกครั้ง ทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลจากบัตรคีย์การ์ดมาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมการเข้าพักของลูกค้า เพื่อนำข้อมูลมาใช้ปรับปรุงรูปแบบการบริการให้ดีขึ้นได้

การนำระบบประตูคีย์การ์ดมาใช้งานสำหรับห้องพักในโรงแรมถือเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี แต่นอกเหนือไปจากความปลอดภัยแล้วประโยชน์ในด้านอื่นๆ ก็มีไม่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะในด้านการสร้างภาพลักษณ์และการปรับปรุงคุณภาพของการบริการให้มีความเหมาะสมและถูกใจลูกค้า เพื่อสร้างความประทับใจให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอีกในอนาคต

โมเดลบ้านสถาปัตยกรรม Paper model

ในทางสถาปัตยกรรม Paper model หมายถึง วัตถุจำลองที่ทำจากกระดาษในการจำลอง สิ่งก่อสร้างจริง แต่ตอนนี้เปเปอร์โมเดลไม่ได้เป็นแค่แบบจำลองสิ่งก่อสร้าง เช่น โมเดลบ้าน หรือ อาคาร อีกต่อไปเพราะในปัจจุบันได้มีการพัฒนาในรูปแบบต่างๆ ออกมามากมายไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ เครื่องบิน หรือแม้แต่ ตัวละครต่างๆ

ในประเทศญี่ปุ่น การต่อโมเดลกระดาษเป็นงานอดิเรกที่นิยมกันมากเนื่องจากมีประโยชน์ในฝึกให้เกิดสมาธิ การวางแผนเป็นขั้นตอน และช่วยพัฒนาในด้านอารมณ์ ด้วย

ประโยชน์ของ Paper model

1. โมเดลกระดาษช่วยทำให้เพลิดเพลินมีสมาธิเพราะการจะ ประกอบโมเดลกระดาษให้ได้ผลงานที่สวยงามตามแบบได้นั้น ต้องใช้ความพยายาม การวางแผนล่วงหน้าและใช้สมาธิที่ดี อีกทั้งทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินอีกด้วย

2. โมเดลกระดาษฝึกทักษะการสังเกต เพราะการสังเกตเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้โมเดลของเรา เสร็จออกมาสมส่วนเหมือนต้นฉบับ

3. โมเดลกระดาษเป็นของขวัญชั้นดี ของขวัญที่ทำขึ้นเองย่อมมีค่า และเป็นของขวัญที่มีชิ้นเดียวในโลกเสมอ

4. โมเดลกระดาษเหมาะเป็นเครื่องประดับตกแต่งเพราะโมเดลกระดาษเป็นงานที่มีผลสำเร็จอันสวยงาม เกิดความภูมิใจในผลงาน

5. โมเดลบ้านเหมาะสำหรับการสะสม มีหลากรูปแบบ หลายสไตล์ให้เลือกทำและสะสม

6. โมเดลกระดาษเป็นของเล่นราคาถูกเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย นอกจากจะราคาไม่แพงแล้วโมเดลกระดาษนั้น ยังมีให้เลือกเล่นได้หลายระดับ ตั้งแต่ระดับง่าย ๆ ระดับปานกลาง ไปจนถึงระดับเซียนเลยทีเดียว จึงเรียกได้ว่าเหมาะสำหรับทุกเพศ ทุกวัย อย่างแท้จริง

เผยพฤติกรรมคุณแม่สายโซเชียล ตามแฟชั่น นิยมสินค้าออแกนิค ใส่ใจโปรโมชั่น

หากถามว่าตอนนี้ผู้บริโภคกลุ่มไหนที่น่าจับตามองที่สุด จะเป็นใครไม่ได้นอกจาก “กลุ่มคุณแม่” โดยเฉพาะคุณแม่รุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง มีพฤติกรรมการบริโภคที่แตกต่างจากกลุ่มอื่นๆ ทั้งในแง่ของการเปิดรับสื่อ การเข้าถึงเทคโนโลยี และการใช้ Social Media ในชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นกลุ่มที่มีประสิทธิภาพอย่างมากในการทำตลาด จากการเก็บข้อมูลของ ศูนย์วิจัยสถาบันอาร์แอลจี เผยว่า คุณแม่ยุค Digital ในไทย ประกอบด้วยกลุ่มที่กำลังคั้งครรภ์ จนถึงคุณแม่ที่มีบุตรอายุไม่เกิน 16 ปี และคุณแม่ในกลุ่มอายุ 21 – 35 ปี ซึ่งมีจำนวนประมาณ 8 ล้านคน

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เผยว่า คุณแม่สายโซเชียล หรือคุณแม่ยุคดิจิทัล เป็นตลาดที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพทั้งในด้านกำลังและอำนาจในการตัดสินใจซื้อ ทั้งยังนิยมเข้าสื่อดิจิทัล มีทัศนคติและพฤติกรรมการบริโภคที่ให้ความสำคัญในเรื่องการดูแลสุขภาพ ตามกระแสแฟชั่น นิยมสินค้าออแกนิก และใส่ใจในเรื่องโปรโมชั่น

โดย 58% เริ่มมีพฤติกรรมในการรับชมโทรทัศน์น้อยลง เพราะหันไปใช้สื่อออนไลน์ บนอุปกรณ์ PC แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟนมากขึ้น และกิจกรรมส่วนใหญ่คือ การเช็กอีเมล์ 85% เข้าเว็บไซต์เกี่ยวกับการเลี้ยงลูก 83% ใช้ Social Media 81% ช้อปปิ้งออนไลน์ 73% และค้นหาข้อมูลทั่วไป 72% (ที่มา theAsianparent.com)

นอกจากนี้ คุณแม่ยุคใหม่ยังให้ความสำคัญในเรื่องการดูแลรูปร่าง การออกกำลังกาย เกาะติดกระแสแฟชั่น ทานอาหารและเครื่องดื่มออแกนิกที่ดีต่อสุขภาพ รวมถึงสินค้าอื่นๆ ที่ต้องปราศจากสารเคมี ทั้งนี้ หากสินค้ามีรูปลักษณ์ หรือบรรจุภัณฑ์ที่ดึงดูดใจ พร้อมโปรโมชั่นดีๆ พวกเขาก็พร้อมจะแชร์ต่อไปยังเพื่อนๆ ใน Social Media ของตัวเอง

จากการเก็บข้อมูลของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พบว่า 5 กลุ่มสินค้าที่จะตอบสนองความต้องการของคุณแม่สายโซเชียลได้มีทั้งสิ้น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าสำหรับเด็ก อุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ อุตสาหกรรมแฟชั่น อุตสาหกรรมด้านอุปกรณ์ดิจิทัลและบริการแอปพลิเคชัน และอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง

1. กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าสำหรับเด็ก

ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้มากที่สุดพบว่า จะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีฟังก์ชั่นหรือคุณสมบัติพิเศษ โดยเฉพาะสินค้าที่ชูในเรื่องของการส่งเสริมความฉลาดหรือพัฒนาการจะเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมสูง โดยอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ ได้แก่ อุตสาหกรรมเสื้อผ้า โดยมีปัจจัยจากพัฒนาการทางการเติบโตและกระแสแฟชั่น โดยเฉพาะเสื้อผ้าในกลุ่มเส้นใยธรรมชาติและฝ้าย อุตสาหกรรมด้านผลิตภัณฑ์สำหรับชีวิตประจำวันและของเล่น เช่น ครีมอาบน้ำ ผ้าอ้อม ของเล่นที่ผลิตจากยางพารา และอุตสาหกรรมอาหารสำหรับเด็ก อาทิ นมผง อาหาร ขนมพร้อมรับประทาน ทั้งนี้ ในปี 2558 -2563 มีการคาดการณ์ว่ากลุ่มอาหารทั่วโลกจะมีการเติบโตร้อยละ 6 ต่อปี มีมูลค่าราว 7.3 หมื่นล้านดอลล่าร์ฯ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ได้แก่ อินเดีย จีน และอินโดนีเซีย (ที่มา Exim Bank)

2. อุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ

ผู้บริโภคในกลุ่มคุณแม่ยุคดิจิทัล ถือว่าเป็นกลุ่มต้นๆ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะในเรื่องรูปร่าง ผิวพรรณ ระบบภายใน และการรักษาโรค โดยในกลุ่มนี้ยังเป็นกลุ่มที่มีกำลังและยินดีในการใช้จ่ายเพื่อการเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดแม้จะราคาสูง สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้สูงสุดก็คือ อาหารเสริมความงาม อาหารเสริมสุขภาพและรักษาโรค และอาหารเสริมเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกาย โดยมีมูลค่ารวมกันกว่า 6.67 แสนล้านบาท ซึ่งยังมีการคาดการณ์ไว้อีกว่าในปี 2560 จะเติบโตขึ้นอีกประมาณ 11 % หรือ 7.38 แสนล้านบาท (ที่มา ศูนย์วิจัยธ.ไทยพาณิชย์) โดยผู้ประกอบการที่ต้องการอาศัยโอกาสดังกล่าวจะต้องเน้นการขยายตลาดในเชิงลึก ด้วยการมุ่งเน้นนวัตกรรมใหม่ๆ และคุณสมบัติที่หลากหลาย เพื่อให้สินค้าเกิดความน่าสนใจมากขึ้น

3. อุตสาหกรรมแฟชั่น

กว่า 91% ของคุณแม่วัย 21-35 ปี และส่วนใหญ่ยังคงมีการดำเนินชีวิตประจำวันใกล้เคียงกับตอนมีบุตร โดยเฉพาะการตามกระแสแฟชั่น ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้เองก็ถือได้ว่ามีทางเลือก โดยเฉพาะการเน้นการออกแบบที่มีประสิทธิภาพขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตัดเย็บเสื้อผ้า ไซส์ของเครื่องแต่งกาย การออกแบบลวดลาย สี และรูปทรงของเครื่องประดับและอุปกรณ์เพื่อการสวมใส่ที่สอดคล้องกับผู้หญิงบุคลิกต่างๆ มากขึ้น นอกจากนี้ผู้ประกอบการบางรายยังได้พัฒนานวัตกรรมและฟังก์ชั่นเพื่อชูจุดเด่นของแบรนด์สินค้า เช่น เสื้อผ้าที่ผลิตจากเส้นใยฟิลาเจน อาทิ ชุดคลุมท้อง ถุงเท้า ผ้าขนหนู สิ่งทอจากเส้นใยสับปะรด เสื้อผ้ากันน้ำ ซึ่งเชื่อว่าแฟชั่นไทยในปีนี้จะยังคงมีการเติบโตที่ระดับ 9 แสนล้านบาทตามคาด

4. อุตสาหกรรมด้านอุปกรณ์ดิจิทัลและบริการแอปพลิเคชั่น

พฤติกรรมของผู้บริโภคในกลุ่มนี้ยังคงต้องการเข้าสังคม ชอบความบันเทิง ชอบเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใช้ง่ายไม่ซับซ้อนเพื่อช่วยลดภาระ และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับตัวเองและครอบครัว สำหรับกลุ่มสินค้าและการบริการในกลุ่มนี้ถือได้ว่าเป็นกลุ่มที่โตเงียบ เนื่องจากมีผู้ประกอบการในตลาดน้อยรายแต่มีความต้องการในปริมาณมาก ซึ่งสินค้าที่กลุ่มนี้นิยมเลือกซื้อและมีความน่าสนใจ อาทิ ร้านค้าออนไลน์ เครื่องปั๊มและถุงเก็บน้ำนม เบบี้มอนิเตอร์ อุปกรณ์เสริมเพื่อการถ่ายภาพ แอปพลิเคชั่นด้านเดลิเวอรี่ อาทิ บริการทำความสะอาด ขนส่ง แอปพลิเคชั่นเพื่อการติดตามลูก อุปกรณ์เครื่องทำความสะอาดอัตโนมัติ เป็นต้น

5. อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง

จากค่านิยมเรื่องความสวยความงาม และการดูแลตนเอง เครื่องสำอางได้กลายเป็นสินค้าที่ก้าวเข้ามามีบทบาทกับผู้บริโภคสตรีแทบทุกวัย โดยยังถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเนื่องจากกำลังซื้อ ความภักดีต่อแบรนด์ และโฆษณาชวนเชื่อจากสื่อต่างๆ สำหรับความนิยมและการเติบโตในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องสำอางของกลุ่มคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์พบว่าต้องการสินค้าประเภทให้ความชุ่มชื้น ดูแลผิวพรรณ ลดภาวะการเกิดสิว ส่วนคุณแม่อื่นๆ ยังคงนิยมทั้งด้านผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลและผลิตภัณฑ์เพื่อการตกแต่ง อาทิ ลิปสติก น้ำหอม ผลิตภัณฑ์ปกปิดริ้วรอย อย่างไรก็ดีมีการคาดการณ์ว่าในปี 2560 นี้ อุตสาหกรรมเครื่องสำอางน่าจะมีการเติบโตที่เกือบระดับ 3 แสนล้านบาท (ที่มา: คลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย) โดยเทรนด์ที่ผู้ประกอบการยังต้องปรับในอนาคตคือ ลดการใช้น้ำ เน้นผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ รวมถึงการผลิตเครื่องสำอางสำหรับเด็ก เป็นต้น

การเลือกบริษัทกำจัดปลวก

ปลวกถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ค่อนข้างเป็นอันตรายและยากต่อการกำจัดเป็นอย่างมาก ดังนั้นไม่ว่าเราจะทำทุกวิธีทางเพื่อที่จะกำจัดปลวกแล้ว กลับพบว่าภายในบ้านก็ยังคงมีปลวกอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเลยทีเดียว สิ่งเดียวที่จะสามารถมาช่วยเราได้นั่นก็คือบริษัทรับกำจัดปลวก แต่จากภาวะอสังหาริมทรัพย์ขยายเติบโตไปมากทำให้มีบริษัทเหล่านี้เกิดขึ้นมากมาย แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรที่จะเลือกใช้บริษัทไหนดี วันนี้เรามีคำตอบการดูและเลือกบริษัทกำจัดปลวกมาฝากกันคะ

ศึกษาการทำงานของบริษัทนั้นๆ หมายถึงว่าเราจะต้องรู้ขั้นตอนและวิธีการกำจัดปลวกที่แต่ละบริษัทนำมาใช้กำจัดปลวก ว่ามีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่
อัตราค่าบริการในแต่ละครั้ง แน่นอนอยู่แล้วว่าในการกำจัดปลวกในแต่ละครั้งต้องมีค่าใช้จ่าย แต่เราจะพอรู้หรือไม่ว่า การกำจัดปลวกแต่ละครั้งค่าใช้จ่ายไม่ควรแพงจนถึงหลักหมื่นหากกำจัดเพียงจุดเดียวหรือบริเวณเดียว เพราะนั้นถือว่าแพงเกินไปและเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคได้คะ
ตรวจสอบความถูกต้องของบริษัท หมายถึงว่าบริษัทที่เราใช้บริการนั้นจะต้องมีตัวตนอยู่จริงๆได้รับการจดทะเบียนและมีใบอนุญาตในการประกอบการจริงๆไมใช่ว่าแค่ลงโฆษณาชวนเชื่อ แต่ไร้ซึ่งตัวตนแบบนั้น เรื่องนี้เราต้องรอบคอบพอสมควรนะคะ และที่สำคัญไปกว่านั้นบริษัทกำจัดปลวกต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและรับผิดชอบของผู้ควบคุมที่ผ่านการทดสอบและได้รับใบอนุญาตแล้วเพื่อความมั่นใจค่ะ

จัดโต๊ะจีนควรเลือกเมนูไหนดี

ปัญหาอย่างหนึ่งที่บ่าวสาวเจอกันบ่อยๆ หลังจากตัดสินใจเลือก โต๊ะจีน มาเลี้ยงแขกในงานแต่งงานคือ ควรเลือกเมนูไหนดีที่จะเป็นเมนูอร่อย ให้ความมงคลและแขกกินง่าย เพราะแต่ละเซ็ตเมนูก็มีตั้ง 8 เมนูเป็นอย่างต่ำ เราจึงขอเปิดโต๊ะจีนพาคุณว่าที่บ่าวสาวส่องอาหารมงคลบนโต๊ะจีนกันเลยค่า

หมู ไก่ เป็ด กุ้ง ปลา อาหารมงคลต้องมี

ตามความเชื่อของจีนอาหารมงคลมีมากมาย แต่ที่นิยมตลอดกาลคือ หมู ไก่ กุ้ง เป็ด ปลา และอาหารเส้น ซึ่งแต่ละอย่างก็มีความหมายดีๆ ทั้งนั้น

เริ่มต้นที่ หมู มีความหมายสื่อถึงความมั่งคั่ง ความสมบูรณ์พูนสุขกินดีอยู่ดี และถ้าเป็นหมูหันก็จะเพิ่มเติมเรื่องความบริสุทธ์และสดใสของชีวิตคู่

กุ้ง โดยมากแล้วมักจัดเป็นกุ้งมังกร ซึ่งก็ตามชื่อเลยคร้า สื่อถึง มังกร สัตว์เทพในตำนานของชาวจีน ความมีอำนาจ ลาภ ยศ อีกทั้งยังสื่อถึงเงินทองไหลมาเทมาด้วยนะ เมนูกุ้งยอดฮิตคือ สลัดกุ้งทอง ยำตะไคร้กุ้งสด กุ้งอบวุ้นเส้น เป็นต้น

ไก่ มีมังกรแล้ว จะปราศจากหงส์ได้อย่างไร ไก่ คือตัวแทนของหงส์ หมายถึงความก้าวหน้า มีกุ้งและไก่อยู่คู่กันในชุดอาหารก็จะทำให้ชีวิตคู่เกื้อหนุนกัน ไก่มักนำมาทำเป็นอาหารอย่าง ซุปไก่ตุ๋นยาจีน ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์

เป็ด เป็นตัวแทนของสัตว์ปีก เป็นมงคลของชีวิต ทำให้ชีวิตมีแต่สันติ ร่มเย็น เมนูเป็ดๆคือ เป็ดย่างอบน้ำผึ้ง เป็ดปักกิ่ง เป็ดพะโล้สับ

ปลา เป็นอีกอาหารที่มีความมงคลในเรื่องเงินๆ ทองๆ ทำให้มีเงินเหลือกินเหลือใช้ เมนูยอดฮิตแบบอมตะนิรันดร์กาลมีทั้งนึ่งซีอิ๋ว นึ่งมะนาว และนึ่งบ๊วย

อาหารเส้น เส้นที่ยาวสื่อถึงการใช้ชีวิตคู่ที่ยืนยาว ยิ่งยาวยิ่งดี เพราะงั้นแล้วเวลากินจึงมีเคล็ดเล็กๆว่า ห้ามกัดขาดต้องกินทั้งเส้น และเมนูที่นิยมคือ หมีผัด โกยซีหมี่ หมี่ฮ่องกง เป็นต้น

อาหารบนโต๊ะจีนมักจะถูกจัดออกมา 8 เมนูไม่รวมของหวาน ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า เลขแปด พ้องกับคำว่า “โชคลาภ” ในภาษาจีน จึงถือกันว่าจัดมาแปดอย่าง คนจัดงานก็จะมีแต่โชคลาภ แต่บางครั้งอาหารก็มี 8-10 อย่างก็ได้

แต่ถ้าไม่ไหวจะจัดให้ถึง 8 ก็อย่าจัดอาหารไว้ 4 อย่าง เนื่องจากว่าเลขสี่ ดันไปพ้องกับคำว่าตาย เสียอย่างนั้น