คลังเก็บรายเดือน: พฤศจิกายน 2017

คุณสมบัติที่ดีของพื้นอีพ็อกซี่

คุณสมบัติที่ดีของพื้นอีพ็อกซี่ คือ

พื้นอีพ็อกซี่ มีทนทานต่อการใช้งานหนักได้ดี มีความทนทานต่อสารเคมีสูงและมีการยึดเกาะกับพื้นคอนกรีตได้อย่างดีเยี่ยม
พื้นอีพ็อกซี่ เกิดจากปฏิกิริยาของส่วนเรซินอีพ็อกไซด์และสารเร่งแข็ง เรซินเอมีน เมื่อทำปฏิกิริยากันอย่างสมบูรณ์แล้ว จะได้สารที่ทนทานสูงและที่สำคัญเป็นพลาสติคที่มีความแข็งแรง
พื้นอีพ็อกซี่จะไม่สลายตัวเป็นฝุ่นเมื่อมีการใช้งานเป็นเวลานาน หรือไม่สลายตัวเมื่อมีการสัมผัสกับแสงแดด พื้นอีพ็อกซี่บางตัวสารถใช้งานได้กับงานภายนอกที่ต้องเจอกับแสงแดดตลอดเวลา
สีอีพ็อกซี่มี Pot life หลังจากการผสมส่วน A & B ให้เลือกตั้งแต่ประมาณ 10 นาที ไปจนถึง 1 ชั่วโมง
สี Epoxy จะแห้งแข็งภายใน 1-3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความชื้นและอุณหภูมิ และจะแห้งแข็งสมบูรณ์จะใช้เวลาประมาณ 7 วัน แต่พื้นอีพ็อกซี่เมื่อทำการติดตั้งหรือเคลือบพื้นเสร็จแล้ว สามารถใช้งานได้เมื่อทิ้งไว้ครบ 24 ชั่งโมง
สีอีพ็อกซี่ จะทำการติดตั้งได้ดีที่อุณหภูมิ 65-85 องศาฟาเร็นไฮด์ หากทำการเคลือบพื้นที่อุณหภูมิที่ต่ำกว่านั้นจะได้ฟิล์มสีที่หนาขึ้น แต่จะมีปัญหาเรื่องสีเป็นไอที่ฟิล์มสี
พื้นอีพ็อกซี่สามารถใช้งานได้ที่อุณหภูมิ0-300 องศาฟาเร็นไฮด์
พื้นอีพ็อกซี่จะแข็งแต่แประ เราสามารถเติมสารเติมแต่ง “Additive” เพื่อให้ได้พื้นอีพ็อกซี่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
พื้นอีพ็อกซี่บางสูตรสามารถใช้งานได้ที่อุณหภูมิสูงและเพิ่มความทนทานต่อสารเคมี
พื้นอีพ็อกซี่บางสูตรสามารถทำการเคลือบสีใต้น้ำได้
สีอีพ็อกซี่สามารถใช้งานภายนอกอาคารได้
พื้นอีพ็อกซี่สามารถทำการทาสีทับได้หลังจากทาสีครั้งแรก 12-24 ชั่วโมง แต่หากทิ้งเวลาไว้มากกว่านั้นให้ทำการขัด เพื่อสร้าง Profile สำหรับเพิ่มการยึดเกาะ จึงจะทำการทาสีทับได้

SME มีเฮหลัง Google ปล่อยตัวช่วย Google My Business ในการเข้าสู่โลกดิจิทัล

ธุรกิจ SME ถือเป็นภาคธุรกิจที่มีจำนวนมากในปัจจุบันและยังเป็นทิศทางการทำธุรกิจของไทยในอนาคต แต่สิ่งที่ SME ประสบปัญหาแทบทุกรายคือเรื่องของเงินลงทุนที่มีอย่างจำกัด นั่นหมายถึงการใช้จ่ายทุกอย่างต้องคุ้มค่าการลงทุน และหลายครั้งที่ SME มักจะลงทุนโดยไม่ได้ผลกลับคืนมา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนที่ไม่ตรงหรือเข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจ

Google จึงเปิดตัวเครื่องมือใหม่ Google My Business (GMB) ที่จะช่วยให้ธุรกิจที่มีหน้าร้านโดยเฉพาะ SME สามารถสร้างเว็บไซต์ของตัวเองได้ง่ายๆ โดยสามารถใช้งานได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์ รวมถึงสามารถใช้งานได้บนสมาร์ทโฟน ด้วยวิธีการสร้างเพียงไม่กี่ขั้นตอนและใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที นอกจากนี้ฟังก์ชั่นใน GMB ยังจะช่วยให้เว็บไซต์ถูกค้นพบได้ง่ายใน Google Search และพร้อมนำทางไปยังร้านผ่าน Google Map

จากข้อมูลพบว่าในปี 2025 ดิจิทัลจะช่วยให้ภาพรวมเศรษฐกิจในภูมิภาค SEA มีมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านดอลลสร์สหรัฐ โดยประเทศไทยมีมูลค่า 37 ล้านดอลลาร์ เป็นผลมาจากจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนในปรพเทศไทยสูงถึง 45 ล้านเครื่อง นอกจากนี้ความเร็วอินเตอร์เน็ตของไทยมีความเร็วเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาครองจากประเทศสิงคโปร์

เมื่อเปรียบเทียบระหว่างธุรกิจที่ใช้ระบบดิจิทัลกับธุรกิจที่ไม่ใช้จะพบว่า ธุรกิจที่ใช้ดิจิทัลจะมีรายได้มากกว่า 9% เมื่อคิดเป็นผลกำไรแล้วจะมีมีกำไรมากกว่า 26% และจะช่วยให้ธุรกิจมีมูลค่ามากกว่า 12% ปัจจุบันธุรกิจของไทยที่มีการจดทะเบียนมีอยู่ราว 3 ล้านธุรกิจ ซึ่งมีเพียง 13% เท่านั้นที่ระบบ e-Commerce โดยราว 2 ล้านธุรกิจหรือ 71% เป็นกลุ่มของธุรกิจประเภทร้านขายของ (Retail) และบริการ (Service) และกลุ่มเหล่านี้มากกว่า 80% ยังไม่มีการใช้ดิจิทัลแต่พึ่งพาลูกค้าเดินเข้าร้าน (Walk in) เป็นหลัก

ซึ่ง GMB ช่วยให้ธุรกิจที่ยังไม่มีการใช้ดิจิทัลสามารถสร้างตัวตนขึ้นได้ในโลกดิจิทัล โดยเป็นบริการฟรีไม่คิดเงิน และจุดเด่นสำหรับ GMB จะช่วยให้ธุรกิจสามารถถูกค้นหาได้ง่ายใน Google Search และยังปรากฎใน Google Map เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้ฟังก์ชั่นการนำทางของ Google Map ได้อีกด้วย สำหรับ GMB เปิดตัวครั้งแรกในปี 2014 และในช่วงปีที่ผ่านมา GMB มีอัตราเติบโตอยู่ที่ 120%

สำหรับการใช้งานสามารถทำได้ง่ายเพียงดาวน์โหลด GMB กรอกข้อมูลให้ครบถ้วนและถูกต้อง จากนั้นก็ทำการเผยแพร่โดย GMB จะให้ผู้ใช้บริการจดโดเมนฟรี นอกจากยี้ยังมีฟีเจอร์ใหม่ Promotion Post ในการเพิ่มโปรโมชั่นแบบชั่วคราวระยะสั้น การอัพโหลดรูปภาพและการให้เจ้าของร้านสามารถรีวิว รวมถึงสามารถตอบกลับรีวิวของลูกค้าได้อีกด้วย

นายไมเคิล จิตติวาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด Google ประเทศไทย ยังแนะนำผู้ใช้บริการ GMB โดยเฉพาะในส่วนของการเพิ่มความน่าสนใจให้กับเว็บไซต์ทางร้าน โดยแบ่งออกเป็น 4 ข้อทั้งการอัพเดตข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ, การใช้ Promotion Post เพื่อสร้างความน่าสนใจอย่างต่อเนื่อง, ตอบรีวิวลูกค้าทั้งด้านบวกและด้านลบอย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ และการเก็บรวบรวมข้อมูลลูกค้าผ่าน Dashboard เพื่อให้สามารถเข้าใจลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

ที่มา

รับงานตัดเลเซอร์ เครื่องตัด Co2 เลเซอร์ VS เครื่องตัดไฟเบอร์เลเซอร์ (Fiber Laser)

ในปัจจุบันเครื่องตัด 2D เลเซอร์ในตลาด สำหรับตัดแผ่นเหล็กหรือแผ่นสแตนเลสมีอยู่ 2 แบบ คือ เครื่องตัดเลเซอร์แบบ Co2 และ เครื่องตัดเลเซอร์แบบไฟเบอร์ (Fiber) โดย 2 เครื่องนี้จะใช้ วัสดุตัวกำเนิดพลังแสงเลเซอร์ (Active media) แตกต่างกัน คือ เครื่องตัดเลเซอร์แบบ Co2 นั้นใช้แก๊ส เป็นตัวตั้งต้นในการเกิดแสงเลเซอร์คือแก๊ส (He (66%) N 2 (29%) CO 2 (5%)) ส่วนเครื่องตัดเลเซอร์ไฟเบอร์ (Fiber) จะใช้เป็นผลึกของแข็ง Yb:YAG เป็นตัวตั้งต้นในการเกิดแสงเลเซอร์ โดยแสงเลเซอร์ที่ได้จากทั้งสองจะมีความยาวคลื่น (Wavelength) ที่แตกต่างกันคือ Co2 = 10.6?m และ Fiber = 1.03?m
แสงเลเซอร์ทั้งสองแบบนี้ มีข้อเด่นและข้อด้อยที่แตกต่างกัน

1. ในเรื่องของการตัดชิ้นงาน
– Co2 สามารถตัดงานออกมาได้สวยทั้งเหล็กและสแตนเลส

– Fiber จะตัดเหล็กได้คุณภาพเทียบเท่า Co2 แต่จะตัดสแตนเลสที่มีความหนากว่า 6 mm.ได้ไม่สวยเท่า Co2 แต่ถ้าสแตนเลสที่ความหนา 1mm. – 5mm. จะตัดได้สวยเทียบเท่า Co2 และมี Cutting Speed ที่เร็วกว่า 2-5 เท่า

– Fiber สามารถตัดทองแดงและทองเหลืองได้ เพราะมีความยาวคลืนที่ละเอียดกว่า สามารถแทรกเข้าวัสดุทองแดงทองและเหลืองได้ ซึ่ง Co2 ทำไม่ได้

2. ในเรื่องการซ่อมบำรุง
– เนื่องจาก Co2 ใช้กระจกในการส่งลำแสงเพื่อไปตัดชิ้นงาน ดังนั้นในการรับงานตัดเลเซอร์จึงทำให้การดูแลความสะอาดของกระจกและมุมในการส่งลำแสงต้องไม่เปลี่ยนแปลง เพราะทุกองค์ประกอบส่งผลต่อคุณภาพลำแสงเพื่อมาตัดชิ้นงาน แต่ถ้าเป็น Fiber Laser เราจะใช้สาย Fiber Optic ในการส่งลำแสง จึงทำให้การดูแลรักษาค่อนข้างง่ายและเสถียรกว่า เรื่องฝุ่นที่จะเข้าไปลดประสิทธิภาพลำแสงเลเซอร์ก็จะไม่เกิดขึ้น

– Laser Co2 นั้นจะมีระบบ Resonator ที่ค่อนข้างซับซ้อนกว่าและมีระบบ Control หลายส่วน แต่สำหรับ Laser Fiber จะมีระบบที่เล็กกว่าทำให้ดูแลรักษาได้ง่ายกว่า

3. ในเรื่องการสิ้นเปลือง
– Laser Fiber มีอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าในการก่อให้เกิดแสงเลเซอร์น้อยกว่า Laser Co2 ประมาณ 50%

– Laser Co2 ต้องมีการเติม Laser Gas เข้าไปในระบบตลอด แต่แบบ Laser Fiber จะไม่มีการสิ้นเปลืองในส่วนนี้ และอายุการใช้งานของ crystal ของFiber Laser มากกว่า 10ปี